เข้ากับสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” เลยจริงๆ

สำหรับ “รัฐสภา” หรือ “สภาคองเกรส” ของสหรัฐอเมริกา หนึ่งในสถาบันหลักทางการเมืองที่อยู่ควบคู่กับประเทศเจ้าของฉายา “ลุงแซม” แห่งนี้ มาตั้งแต่เริ่มสถาปนาขึ้นเป็นประเทศ เมื่อกว่า 200 ปีก่อน

เมื่อปรากฏว่า ประชาชาวอเมริกันชนคนของประเทศ กลับพาล “ไม่เป็นปลื้ม” เอา

ทั้งๆ ที่เมื่อกล่าวถึงที่มาที่ไปก็ใช่ใครที่ไหนอื่น แต่เป็นคะแนนเสียงจากประชาชนที่เป็นคนหยิบยื่นให้ได้ตบเท้าเข้าสู่สภาในฐานะ สมาชิกสภาคองเกรส อันกอปรไปด้วย “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” หรือ “ส.ส.” และ “สมาชิกวุฒิสภา” หรือ “ส.ว.” หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า “สมาชิกสภาซีเนต” ซึ่งทั้งสองสภาสูง – ล่าง ล้วนถือได้ว่า เป็นตัวแทนสื่อกลางของประชาชนในการทำงานด้านการเมือง

ทว่า ในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หรือการจัดทำโพลล์ในหมู่ชาวอเมริกันครั้งล่าสุด ปรากฏว่า ประชาชีชาวถิ่นลุงแซม กลับ “ยี้” ไม่ปลื้มต่อผลงานการทำงานของบรรดาสมาชิกสภาคองเกรสแห่งนั้นเป็นอย่างมาก

มากเสียจนกระทั่ง สามารถกล่าวได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ที่บังเกิดขึ้นอย่าง “ท่วมท้น ล้นหลาม” กันเลยทีเดียว

โดยการสำรวจความคิดเห็น ซึงดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ซานตาบาร์บารา ร่วมกับ “เอ็นโออาร์ซี” ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยกิจการสาธารณะ และสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง ระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามเฉลี่ยถึงร้อยละ 85 รู้สึก “ไม่แฮปปี้” ต่อสมาชิกสภาคองเกรส

ในจำนวนนี้ที่กลายเป็นอัตราเฉลี่ย ก็แยกย่อยเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ยืนข้าง “พรรคเดโมแครต” จำนวนถึงร้อยละ 89 ทีเดียว ที่ตอบว่า “ไม่ปลื้ม” กับสมาชิกรัฐสภาข้างต้น

ลำพังกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพลพรรคของเดโมแครตยังพอเข้าใจได้ เพราะอยู่ฝั่งตรงข้ามรัฐบาลชุดปัจจุบันของสหัฐฯ แต่ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างที่อยู่ฟากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของสหรัฐฯ ก็มีจำนวนมากถึงร้อยะ 82 ก็ตอบแบบสอบถามว่า “ไม่ชื่นชอบ” ต่อสภาคองเกรสแห่งนี้เช่นกัน

ส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยออกมาแล้วอยู่ที่ร้อยละ 85 ตามที่กล่าวแล้วข้างต้น

เหตุผลของคำตอบล้วนบอกตรงกันเป็นเสียงเดียวว่า เพราะสมาชิกรัฐสภาทำงานได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่ถึงใจตามที่พวกเขาคาดหวังเอาไว้ รวมถึงไม่เห็นด้วยกับการทำงานอย่างที่เป็นอยู่ของสมาชิกสภาคองเกรส ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกที่เป็นสุภาพสตรี หรือสุภาพบุรุษก็ตาม ซึ่งในประเด็นเรื่องการไม่เห็นด้วยกับการทำงานข้างต้นนั้น กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม ที่เลือกพรรคเดโมแครต ปรากฏว่า จำนวนร้อยละ 41 ตอบว่า มีความเห็นดังกล่าว ส่วนที่เลือกพรรครีพับลิกันมีจำนวนถึงร้อยละ 50 หรือครึ่งหนึ่ง

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม ยังมีทรรศนะความคิดเห็นว่า ในการทำงานของสมาชิกสภาคองเกรส ตลอดช่วงที่ผ่านมา ดูท่าเหมือนจะทำงานรับใช้ให้แก่เหล่า “นักเจรจาต่อรอง โน้มน้าว จูงใจ แก่ผู้ใช้อำนาจรัฐ” หรือที่มักเรียกติดกันปากกันว่า “นักล็อบบียิสต์” กันเสียมากกว่า แทนที่จะทำงานรับใช้ “ประชาชน” ผู้เป็นเสียงสวรรค์ทำให้พวกเขา สามารถเข้าสู่สภาคองเกรสได้โดยตรง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประชุมลงมติต่อร่างกฎหมายฉบับต่างๆ ทางกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวนข้างต้น ที่ล้วนมีทรรศนะความคิดเห็นว่า เป็นไปตามการล็อบบีของเหล่านักล็อบบียิสต์โน้มน้าวจูงใจ ไม่ได้เป็นเป็นเพื่อประชาชน แต่เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บรรดาคนชั้นสูง ร่ำรวย และนายทุน กันเสียมากกว่า

พร้อมยกตัวอย่าง อาทิ การผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษี ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้มีฐานะร่ำรวย เสียมากกว่า เป็นต้น

ขณะเดียวกัน กลับละเลยที่จะเร่งหาทางแก้ไขปฏิรูปกฎหมายที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับชีวิตประชาชน เช่น การแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการซื้อหา ครอบครองอาวุธปืน ที่ปรากฏเป็นข่าวโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญประชาชน จากเหตุการณ์กราดยิงในสหรัฐฯ กันอยู่เนือง อาทิ เหตุกราดยิง 17 ศพ ในโรงเรียที่รัฐฟลอริดาเมื่อช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เป็นกรณีตัวอย่าง

ทั้งนี้ ในการผ่านร่างกฎหมายฉบับต่างๆ ของสมาชิกสภาคองเกรสนั้น กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามจำนวนเพียงร้อยละ 20 หรือ 1ใน 5 เห็นว่า สมาชิกรัฐสภาเหล่านั้น มีความจริงใจที่จะผ่านร่างกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามอีก 1 ใน 3 หรือกว่าร้อยละ 33 มีความเห็นตรงข้าม

ท่ามกลางกระแสความไม่ปลื้มของประชาชนที่มีต่อสภาคองเกรส ปรากฏว่า คะแนนนิยมของตัวประธานาธิบดี ซึ่งเป็นอีกสถาบันหลักทางการเมืองของสหรัฐฯ เช่นกัน ก็ปรากฏว่า กำลังถลำดำดิ่งเหวไม่บันเบา จากการสำรวจความคิดเห็น โดยสำนักโพลล์ “กัลลัป” อันเลื่องชื่อในอเมริกา ที่ระบุว่า คะแนนนิยมของประชาชนที่มีต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น อยู่ที่ร้อยละ 38.4 เท่านั้น เพราะไม่ปลื้มเอามากๆ จากการทำงานในฐานะประธานาธิบดีช่วงปีแรก ซึ่งตัวเลขที่ออกมา ก็ยังถือว่า เป็นประธานาธิบดีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐฯ ที่ได้คะแนนนิยมต่ำกว่าร้อยละ 40 อีกต่างหากด้วย