ออกอาการสะเทือนเลื่อนลั่นที่มิใช่แต่เฉพาะในแดนมังกรเองเท่านั้น ทว่า ยังส่งแรงกระเพื่อมต่อแวดวงการเมืองโลกอีกต่างหาก

สำหรับ “ข้อเสนอ” ของ “คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน” หรือ “ซีพีซี” ที่ออกมาเป็นแถลงการณ์ผ่าน “ซินหัว” สำนักข่าวของทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือจีนแผ่นดินใหญ่ว่า ขอเสนอให้ ยกเลิก หรือลบทิ้งข้อความบางตอน ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หมวด2 มาตรา 79 ซึ่งระบุว่า “ทั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี จะดำรงตำแหน่งได้ไม่มากกว่า 2 วาระ”

ก็เท่ากับว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของจีนแผ่นดินใหญ่ สามารถดำรงตำแหน่งนี้ได้เกิน 2 สมัย คือ นานเพียงไรก็ได้ ตราบเท่าที่ “สภาประชาชนแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ “ซีพีซี” ครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่ “นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนแผ่นดินใหญ่คนปัจจุบัน” โดยตรง คือ เพื่อเปิดทางให้นายสี ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปอีกตราบนานเท่านาน แบบไร้วาระสมัยมากีดกั้น

กระทั่ง บรรดานักวิเคราะห์หลายคนก็แสดงทรรศนะว่า น่าจะเป็น “ความพยายามของนายสี” เองด้วยซ้ำ ที่ผลักดันให้ทาง “ซีพีซี” ชงข้อเสนอสะเทือนแดนมังกรที่ว่านี้ออกมา เพื่อขยายเวลาวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขาที่จะหมดสมัยในปี 2566 หรืออีก 5 ปีข้างหน้าที่จะถึงนี้ หลังจากที่เขาเริ่มนั่งเก้าอี้ผู้นำตัวดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2556

พร้อมกันนี้ เหล่านักวิเคราะห์ยังแสดงทรรศนะด้วยว่า แนวคิดที่จะขยายเวลาการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนายสีนั้น ไม่ใช่เพิ่งมามีในเร็วๆ นี้ แต่มีมานานแล้ว อาจตั้งแต่ที่เขาเริ่มก้าวเข้ามารับตำแหน่งสมัยแรกเมื่อปี 2556 แล้วก็เป็นได้ ถึงขนาดที่นิตยสารชื่อดังหลายฉบับ เช่น “ดิ อีโคโนมิสต์” เป็นต้น ตกแต่งภาพและพาดหัวตัวไม้เปรียบเปรยว่า เป็นจักรพรรดิของจีนแผ่นดินใหญ่ในยุคใหม่ หรือคริสต์ศวรรษที่ 21 กันเลยทีเดียว พร้อมๆ กับความคาดหมายว่า ประธานาธิบดีสี จะมีอภินิหารสร้างความเปลี่ยนแปลง แบบพลิกฟ้า คว่ำดิน ในแดนมังกรเข้าให้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง จากพลานิสงส์ของผลงาน ควบคู่ไปกับสร้างอิทธิพลของเขาให้เพิ่มขึ้นภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นลำดับ จนถึงขนาดอาจขึ้นมาทาบรัศมี วัดบารมี กับเหล่าผู้นำจีนรุ่นเก่า

โดยผลการสร้างบารมีของนายสีในช่วงที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ทำให้อำนาจและสถานภาพของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเพิ่มพูนออกไป ซึ่งจากเดิม ประธานาธิบดีจีน เป็นเพียง “ประมุขแต่ในนาม” เท่านั้น รวมถึง “อำนาจ” ก็จำกัด และ “สถานภาพ” ก็เปรียบเสมือนเป็น “ประธานคณะกรรมการกลาง” เท่านั้น โดยตำแหน่ง “ประธานคณะกรรมการกลาง” ที่ว่า เคยถูกยกเลิกไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2518 หลังเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม ก่อนหวนกลับมาอีกครั้งในปี 2525 และได้มีอิทธิพลมากขึ้นเป็นลำดับ กระทั่งถึงยุคของนายสี ตำแหน่งประธานคณะกรรมการกลาง ก็ทรงอิทธิพลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภายใต้เงื้อมเงาของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

อิทธิพลบารมีของประธานาธิบดีสีว่ามีมากน้อยเพียงใด ยังได้ฉายฉานรัศมี เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมานี้ด้วย ในเวทีการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 18 – 24 ตุลาคม 2560 เมื่อที่ประชุมดังกล่าว มีมติเป็นเอกฉันท์ให้บรรจุความคิดของนายสี จิ้นผิง ที่ว่าด้วยเรื่อง “สังคมนิยมแบบจีนสำหรับยุคใหม่” ลงเป็นหลักการสำคัญในธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งก็หมายความว่า นายสี ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของจีนแผ่นดินใหญ่ เทียบเท่ากับนายเหมา เจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนรุ่นบุกเบิก ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนกันเลยทีเดียว

กล่าวถึง ข้อเสนอของ “ซีพีซี” เพื่อให้ประธานาธิบดี สามารถดำรงตำแหน่งได้เกิน 2 วาระ หรือ 2 สมัยข้างต้นนั้น ก็ได้รับการคาดหมายจากบรรดานักวิเคราะห์ว่า น่าจะได้รับไฟเขียวคือการอนุมัติในการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ ครั้งที่ 13 ซึ่งจะเริ่มมีขึ้นในวันที่ 5 มีนาคมนี้ เพราะที่ผ่านมา การประชุมสภาฯ ดังกล่าว ไม่ผิดอะไรกับ “ปั๊มตรายาง” ที่พร้อมประทับตราให้กันอยู่แล้ว

ท่ามกลางข้ออ้างที่จะถูกหยิบยกขึ้นในเวทีที่ประชุมข้างต้นว่า เพื่อให้นายสี ยังคงมีอำนาจในการสะสางปัญหาของประเทศที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งในประเด็นปัญหานี้ นายสี ได้ระดมปราบปรามอย่างหนัก นับตั้งแต่ที่เขาก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยการปราบปรามก็ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องแก้ไขทุจริตคอร์รัปชันนั้น ก็ได้เกิดข้อกังขาขึ้นเช่นกันว่า มีนัยยะเรื่องกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองภายในพรรคคอมมิวนิสต์แอบแฝงอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น การแก้ไขปัญหาหนี้ และฟองสบู่ด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ถูกหยิบยกว่า จะเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ ซึ่งทางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็จะหยิบยกขึ้นเป็นข้ออ้างให้นายสี ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปเกินวาระ 2สมัยว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิเคราะห์ได้แสดงทรรศนะว่า การขยายเวลาเพื่อให้การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสามารถเป็นได้ยาวนาน ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาการเมืองภายในของจีนแผ่นดินใหญ่ในอนาคตได้เช่นกัน เหมือนกับในสมัยหลังของประธานเหมา เจ๋อตง ที่สิ้นไปได้ไม่นาน ก็เกิดความวุ่นวายทางการเมือง แย่งชิงอำนาจกันในกลุ่มแกนนำ เช่น กรณีแก๊ง 4 คน หรือที่รู้จักกันในนาม “แก๊งออฟโฟร์” เป็นต้น จนทางนายเติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำจีนสมัยต่อมา ในปลายยุคของเขานั้น ต้องออกมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ไม่ให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งนานเกินกว่า 2 สมัย เพื่อมิให้คนที่เป็นผู้นำฝังรากอำนาจของตนผูกขาดเบ็ดเสร็จจนเกินไป อันจะส่งผลให้อาจเกิดประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยเหมือนเมื่อครั้งหลังสิ้นประธานเหมาฯ ได้ เพราะกว่าจะจัดการให้เหตุการณ์สงบ ประเทศชาติสามารถกลับมาตั้งหลัก ตั้งลำ ได้ใหม่ ก็ต้องเซ่นสังเวยเลือดของผู้คนไปมิใช่น้อย