สถาพร ศรีสัจจัง

แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตผู้บัญชาการทหารบก จะได้ “อำนาจรัฐ” มาจากการทำรัฐประหาร คือใช้กองกำลังจัดตั้งติดอาวุธกลุ่มใหญ่และเข้มแข็งที่สุดของประเทศไทย ที่ตนเองควบคุมอยู่ คือ “ทหารบก” ร่วมกับกองกำลังจัดตั้งเครือข่ายอื่นๆ ที่อาจอยู่ในภาวะต้อง “ตกกระไดพลอยโจน” (คือต้องเข้าร่วมด้วยโดยอัตโนมัติแบบไม่มีทางเลือก)อันได้แก่ กองทัพอากาศ กองทัพเรือ และ กองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ขณะนั้น) ยึดอำนาจมาจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิงที่ชื่อยิ่งลักษณ์ (สาวสวย)จากตระกูลชินวัตร น้องสาวแสนน่ารักของ “อดีตนายกฯผู้นิราศ” นายทักษิณ ชินวัตร ที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม

แต่ประชาชนคนไทยในขณะนั้น ส่วนใหญ่ก็ไชโยโห่ฮิ้วต้อนรับเหมือนเป็นวีรรบุรุษ ค่าที่รัฐบาลที่มีนายนิวัติธำรง บุญทรงไพศาลเป็นผู้รักษาการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่เป็นเสมือน “นอมินี” หรือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศคือ นางสาวยิ่งลักษณ ชินวัตร ที่ถูกคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญให้ต้องหลุดจากตำแหน่งขณะนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ทำท่าจะบานปลายรุนแรงขึ้นทุกขณะได้

ที่สำคัญก็คือ การชุมนุมของกลุ่ม กปปส.หรือขื่อเต็มที่แสนยาวคือ “คณะกรรมการเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัติริย์เป็นประมุข” ภายใต้การนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ผู้เรืองบารมีกับกลุ่ม นปช.ที่มีชื่อเต็มน่าศรัทธายิ่งว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” ที่ใครก็รู้ว่าเป็นกลุ่มมวลชนของพรรคเพื่อไทยที่กำลังเป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนั้น เริ่มขัดแย้งรุนแรงขึ้นทุกทีๆ

กลุ่ม กปปส.เริ่มถูกโจมตีโดยกองกำลังทั้งลึกลับและไม่ลึกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีคนต้องล้มตายและบาดเจ็บเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อ คณะคสช.ภายใต้การนำของผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถยึดอำนาจรัฐไว้ได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ เพื่อ “เข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติของชาติที่บรรดานักการเมืองสร้างไว้” จึงได้รับการต้อนรับจากประชาชนหลายพวกหลายกลุ่มอย่างชื่นมื่นพอควร

และรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินามพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เริ่มตั้งต้นขึ้นด้วยนโยบายที่เป็นเหมือนคาถาสำเร็จรูป คือ “จะแก้ปัญหาที่หมักหมมมายาวนานของชาติ และจะสร้างความปรองดองแห่งชาติ”

หนึ่งในนโยบาย “ปฏิรูปประเทศ” ที่เมื่อคนไทยทั้งชาติได้ยินแล้วมึนตึ้บ คือนึกไม่ออกว่าจะทำให้สำเร็จได้อย่างไรก็คือ “การปฏิรูประบบตำรวจไทย”!!

ในช่วง “ฮันนี้มูน” หรือช่วง “น้ำผึ้งหวาน” ที่ประชาชนยังปลื้มคณะคสช.ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่เริ่มกลายเป็น “นายกฯลุงตู่” ของใครๆ(เห็นกระแสการใช้คำนี้ในสื่อกระแสหลักทั่วไป)เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังไม่เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า “การปฏิรูปตำรวจไทย” จะเกิดขึ้นได้อย่างไร กระทั่งเมื่อ รัฐบาล “นายกฯลุงตู่” ปรับคณะรัฐมนตรีไปแล้วหลายครั้ง คณะปฏิรูปชุดนี้จึงค่อยๆปรากฏรูปชัดขึ้น

โดยได้อดีตขุนทหารคนสำคัญคนหนึ่งคือ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ มาเป็นหัวขบวน!

และในห้วงยามสุกดิบที่คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ภายใต้การนำของ “นายทหารน้ำดี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” กำลังดำเนินการร่างนโยบายการปฏิรูปตำรวจเพื่อนำเสนอรัฐบาลอยู่อย่างเข้มข้นนี้เอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติและบุคลากรผู้เกี่ยวข้องกับสำนักนี้ทั้งหลาย ก็สำแดงภาพลักษณ์ของตนเองที่ประชาชนโดยทั่วไป “รู้สึกได้อยู่แล้ว” จำนวนไม่น้อยออกมาอีกชุดใหญ่ ให้สังคมไทยได้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่งว่าการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ น่าจะทำได้ไม่ง่ายนัก

เพราะเป็นเหมือนเสียงลมกระซิบที่ว่า “มันเน่าไปทั้งระบบแล้วแตะตรงไหนก็เหม็นตรงนั้น” ฯลฯ อะไรเช่นนี้เป็นต้น !!