อธิบดีกรมศิลป์แจงเมืองพิมายประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานชาติปี2479 ยันกำหนดเขตที่ดินเพื่อออกมาตรการปกป้องคุ้มครอง พบปราสาทหินพิมายเผชิญภาวะคุกคามสร้างอาคารโรงแรมใกล้เขตตัวปราสาท ทั้งสระน้ำโบราณถูกบุกรุกทำปั๊มน้ำมัน-บ้านพัก พร้อมเดินหน้าพิมายเป็นมรดกโลก

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 61 นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร แถลงข่าวกรณีขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองพิมายว่า หลังจากกรมศิลปากรประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมาย เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ อีกทั้งมีการร้องเรียนต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวโทษอธิบดีกรมศิลปากร โดยระบุว่าไม่สามารถให้ลุแก่อำนาจได้ต่อไป ในเรื่องนี้ตนขอชี้แจงว่า เมืองพิมายเป็นเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีกำแพงเมือง และคูเมืองล้อมรอบ มีปราสาทหินพิมายเป็นศาสนสถานสำคัญตั้งอยู่กลางเมือง โดยเมืองพิมายนี้มีอายุกว่า 1,000 ปี สร้างก่อนปราสาทนครวัด กัมพูชา นอกจากปราสาทพิมายเป็นประสาทหินใหญ่สุดในประเทศไทย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของ จ.นครราชสีมาแล้ว ยังประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง ได้แก่ สระน้ำโบราณ ทั้งสระเพลง สรแก้ว สระขวัญ สระโบสถ์ สระช่องแมว เมรุพรหมทัต กุฏิฤาษี ท่านางสระผม ถนนโบราณเชื่อมต่อจากปราสาทไปยังหน้าเมืองที่ตั้งของบารายใหญ่ ด้านทิศใต้ ด้วยคุณค่าความสำคัญกรมศิลปากรจึงได้จัดทำบัญชีโบราณสถานและประกาศชื่อโบราณสถานเมืองพิมาย ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 53 ตอนที่ 34 วันที่ 27 กันยายน 2479 เพื่อกำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ ถือเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว เพียงแต่ไม่ได้กำหนดขอบเขตที่ดิน

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า ด้วยสภาพการณ์ปัจจุบันเมืองพิมายมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการขยายเมืองอย่างใหญ่โตรวดเร็ว เป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญของ จ.นครราชสีมา เพื่อปกป้องคุ้มครองโบราณสถานเมืองพิมาย กรมศิลปากรมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครอง ดูแลมรดกทางวัฒนธรรมและส่งต่อคนในอนาคตจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการกำหนดขอบเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมายให้ชัดเจนเพื่อควบคุมโบราณสถานไม่ให้ ถูกทำลายหรือเสื่อมค่า การศึกษาขอบเขตที่แท้จริงของโบราณสถานเมืองพิมายริเริ่มขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน เพราะชุมชนอยู่กันหนาแน่นจะทำให้เกิดปัญหา

“ปัจจุบันถนนโบราณมีถนนลาดยางทับ ขณะที่บารายใหญ่ ซึ่งถือเป็นอ่างเก็บน้ำโบราณใหญ่ที่สุดในไทย ความยาว 2 กิโลเมตร กว้าง 850 เมตร ถูกถมทำโรงสี สร้างปั๊มน้ำมัน บ้านพักอาศั ยขนาดใหญ่ มีชุมชนอยู่อาศัยจำนวนมาก ถ้ามีการขุดลอกและฟื้นคืนอ่างเก็บน้ำกลับมาอีกครั้งจะช่วยแก้น้ำท่วมและน้ำแล้งได้ดี มีความจุถึง 3 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ทั้งยังพบภาวะคุกคามปราสาทหินพิมายอย่างมาก มีการก่อสร้างโรงแรม อพาร์ทเมนต์ หอพักใกล้เขตตัวปราสาท” นายอนันต์กล่าว

อธิบดีกรมศิลป์กล่าวอีกว่า ไม่ได้ลุแก่อำนาจหรือทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.โบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 2504 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2535 มาตรา7 ให้อธิบดีกรมศิลปากรมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษาขึ้ นทะเบียนโบราณสถานและให้มีอำนาจกำหนดเขตที่ดินตามที่เห็นสมควร ทุกอย่างทำตามขั้นตอน มีหนังสือลงวันที่ 16 กันยายน 2559 เรื่องการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมายแจ้งผู้ครอบครองที่ดินในเขตโบราณสถานเมืองพิมาย จำนวน 1,665 คน ตาม ม. 7 ของกฎหมายโบราณสถาน ถ้าราษฎรหรือผู้ครอบครองไม่เห็นด้วยก็ให้ใช้สิทธิร้องต่อศาลปกครอง ขณะนี้ยังไม่ได้ประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมายพื้นที่ ประมาณ 2,658 ไร่ หากผู้ครอบครองคัดค้านแค่ 2 รายก็ไม่สามารถประกาศได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันกรมศิลปากรยังไม่ได้รับหนังสือคัดค้านจากเจ้าของที่ดิน มีแต่เสียงคัดค้านจากคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

“การประกาศกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองพิมายให้ชัดเจน ไม่ได้กระทบสิทธิถอนโฉนดที่ดินหรือชาวบ้านต้องออกจากตัวเมืองพิมาย แต่ประกาศปกป้องคุ้มครอง เพราะโบราณสถานเป็นพื้นที่พิเศษ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อีกทั้งกรมศิลปากรตระหนักในคุณค่าและพร้อมผลักดันเมืองพิมายและเมืองบริวารอื่นๆ เป็นมรดกโลก จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมการปลูกสร้างอาคารในเขตที่ดินโบราณสถาน และห้ามจัดกิจกรรมบางประเภทที่กระทบภาพลักษณ์โบราณสถานสำคัญ หากโบราณสถานเสียหายยากจะฟื้นคืนกลับมา ประชาชนควรร่วมมือกับกรมศิลปากรปกป้องโบราณสถาน ไม่ใช่คัดค้าน ขอยืนยันตนและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรไม่เคยประกาศยึดโฉนด ไล่คนออกจากเมืองพิมายโบราณ” อธิบดีกรมศิลป์กล่าว