"อรรถวิชช์" ลงพื้นที่ตลาดหลักสี่ปลื้มกระแสตอบรับดี ประชาชนเข้าใจ ไม่ใช่ประชาธิปัตย์สาขาสอง ชวนเลือกตั้งซ่อมชุมพร-สงขลา 16 มกราคมนี้ เปลี่ยนการเมืองครอบครัว เป็นการเมืองคุณภาพ

วันที่ 15 ม.ค.65 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.หลักสี่-จตุจักร เบอร์ 2 พรรคกล้า ลงพื้นที่พบปะพี่น้องพ่อค้าแม่ค้าในตลาดริมบึงเมืองทอง ย่านหลักสี่ พร้อมเน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานของพรรคกล้า ที่จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก และให้ความรู้เรื่องการทำบิลสำหรับจ่ายภาษีในโครงการคนละครึ่ง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างดี ส่วนการเลือกตั้งซ่อม จ.ชุมพร และ จ.สงขลา ที่หาเสียงวันนี้เป็นวันสุดท้ายและเลือกตั้งวันพรุ่งนี้ โดยย้ำว่า พรรคกล้าเป็นเวทีให้คนคุณภาพที่เขาเป็นตัวจริงในแต่ละสาขาอาชีพ คนหนึ่งคือนายพงศธร สุวรรณรักษา เบอร์ 4 สงขลา เป็นทนายความนักสู้ อีกคนคือ พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ เบอร์ 5 ชุมพร เป็นอดีตผู้กำกับที่อายุยังน้อย แต่ลาออกจากราชการมาทำการเมือง

"ถ้าอยากเห็นภาคใต้เปลี่ยนเป็นการเมืองที่ไม่ใช่การเมืองครอบครัว ไม่ใช่การเมืองเครือญาติ 16 มกราคม เป็นตัวตัดสินสำคัญ ขอฝากไว้ด้วยครับ อารมณ์ของทางใต้กับกรุงเทพมีความต่าง เราลองดู เปลี่ยนหรือไม่ อยู่ในมือท่าน การเมืองคุณภาพ การเมืองสร้างสรรค์เป็นไปได้" นายอรรถวิชช์ กล่าว

ส่วนการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมกรุงเทพมหานคร นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนให้การตอบรับดีขึ้น ในเขตจตุจักรมีความคุ้นชินกันดีอยู่แล้ว ส่วนเขตหลักสี่คนเริ่มเปิดใจ และเข้าใจมากขึ้นว่าพรรคกล้าไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์สาขาสอง ส่วนการหาเสียงในกลุ่มหมู่บ้าน-คอนโด ได้การตอบรับดีมาก หลายคนดีใจที่ตนกลับมาลงสมัคร แม้มีเวลาหาเสียงน้อยแต่จะพยายามไปให้ครบทุกที่ เชื่อว่าพรรคกล้าเรามาถูกทางกับการสร้างพรรคแนวเศรษฐกิจแบบนี้ ซึ่ง ก่อนจะมีการปราศรัยใหญ่ในวันที่ 28 มกราคม ขณะนี้ก็จะมีการปราศรัยย่อยทุกวันระหว่างลงพื้นที่หาเสียง โดยเน้นให้ความรู้เศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจเพื่อคนตัวเล็ก ส่วนช่วงเย็นก็สำรวจทางลัด ทางระบายน้ำ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมและการจัดการน้ำในเขตหลักสี่-จตุจักร โดยวันที่ 30 มกราคม จะเป็นตัวชี้วัดได้อย่างดี และฝากถึง กกต. ให้รณรงค์เรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และให้คนออกมาใช้สิทธิ์เยอะๆ

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวถึง ปัญหาราคาสินค้าแพง โดยเฉพาะราคาหมู รัฐบาลต้องแก้ไข โดยอาจมีการนำเข้าหมูในระยะสั้น แต่ต้องไม่กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย จึงอยากฝากให้รัฐบาลดูแลกลไกราคา เพราะขณะนี้ไม่ใช่แค่หมูที่ราคาแพง ยังลุกลามไปถึงสินค้าอื่น ซึ่งจากการลงพื้นที่ หลายร้านยอมกำไรลดจากการขายอาหารสำเร็จรูป แต่เชื่อว่าอาการแบบนี้อยู่ได้อีกไม่เกิน 2 เดือน หากราคาหมูยังเป็นแบบนี้ ราคาอาหารสำเร็จรูปจะขึ้นแน่ จึงอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไข รวมถึงปัญหาราคาล็อตเตอรี่แพง ซึ่งพบว่าราคาในท้องตลาดยังมีความหลากหลาย จึงอยากให้กองสลากควบคุมราคาให้ดีกว่านี้