ถึงวันนี้ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่เสร็จกับกรณีประวัติการรับวัคซีนโควิด เข็มแรกของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่สร้างความกังขาให้กับผู้คนในหลายๆ ประเด็น

แม้นายธนาธรจะโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงยืดยาวว่า "ผมพยายามอดทนอดกลั้นมาตลอดกับความพยายามที่จะใส่ร้ายป้ายสี ทำลายความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของผม โดยคนกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนเครือข่ายเผด็จการอนุรักษ์นิยม

คนกลุ่มนี้ปลุกปั้น แต่งเรื่องไม่จริง พูดซ้ำๆ ทุกวัน เพื่อให้ชื่อเสียงผมเสียหาย เพื่อให้ประชาชนเกลียดชังผม ถึงวันนี้มีคนจำนวนหนึ่งเข้าใจผมผิดเพราะการกระทำของคนกลุ่มนี้ 

ตัวอย่างก่อนหน้านี้ เช่น การที่ผมเดินทางไปแข่งขันกีฬาและเดินทางไปพักผ่อนพร้อมครอบครัวที่ต่างประเทศ คนกลุ่มนี้ก็สร้างข่าวให้ประชาชนเข้าใจผิดอย่างน่าเกลียด พร้อมทั้งร่วมมือกับรัฐเผด็จการ ส่งเจ้าหน้าที่รัฐไปถ่ายรูปผมและครอบครัวที่สนามบิน และนำภาพถ่ายในกระบวนการตรวจคนเข้า/ออกประเทศ มาเผยแพร่ในที่สาธารณะ ข่าวที่พวกเขาสร้างทำนองว่าผมวางแผนให้กลุ่มนักศึกษาเยาวชน เคลื่อนไหววุ่นวายในประเทศ ขณะที่ตนเองแอบหนีไปต่างประเทศเงียบๆ

แน่นอนว่าทั้งหมดไม่เป็นความจริง การวางแผนแข่งกีฬากับทีมของผม และการวางแผนพักผ่อนกับครอบครัวนั้น วางแผนกันล่วงหน้าหลายเดือน และไม่ได้ปกปิดใคร เพื่อนฝูงและคนใกล้ชิดก็รู้แผนการเดินทางของผมทั้งหมด และผมไม่ได้มีส่วนร่วมในการวางแผน/ออกแบบ/กำหนดวัน ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนใดๆ ทั้งสิ้น

ในครั้งนี้ พวกเขากล่าวหาว่าผมแย่งวัคซีนคนแก่ กล่าวหาว่าผมด้อยค่าวัคซีนแต่กลับไปฉีดเสียเอง นำหลักฐานผิดฝาผิดตัว มาผูกเรื่องราวให้ประชาชนเข้าใจว่าผมใช้อำนาจบาตรใหญ่แซงคิวประชาชน พวกเขาร่วมมือกับรัฐบาลเผด็จการ นำข้อมูลส่วนบุคคลของผม ออกมาเปิดเผยในที่สาธารณะเพื่อสร้างเรื่องหลอกลวงเหล่านี้

แน่นอน เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ผมตระหนักดีถึงสถานะของตนเอง พยายามครองตนให้เหมาะสม และระมัดระวังตัวเองอยู่เสมอไม่ให้มีการใช้ความเป็นบุคคลสาธารณะของตนเองเพื่อได้มาซึ่งสิทธิพิเศษ

หากไม่เสพข่าวจากคนกลุ่มนี้เพียงด้านเดียว หาข้อมูลสาธารณะเพียงเล็กน้อย ย่อมจะเห็นว่าข้อกล่าวหาของคนกลุ่มนี้ไม่เป็นความจริงเลย มีการเปิดให้คนทั่วไปฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนแล้ว

คนจำนวนมากที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุและผู้ป่วยมีโรคประจำตัว รวมทั้งคนหนุ่มสาวในวัยทำงาน ได้ฉีดวัคซีน AZ แล้วเป็นจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพ สมุทรปราการ และจังหวัดสีแดง คนที่ได้ฉีดวัคซีน AZ ในเดือนกรกฎาคมไม่ได้แย่งคนแก่ฉีดแน่ๆ

ที่ผมฉีดที่สมุทรปราการเพราะใกล้บ้าน บ้านผมอยู่รอยต่อระหว่างกรุงเทพ และสมุทรปราการ ข้ามถนนหน้าบ้านก็ข้ามจังหวัดแล้ว คนเดินทางข้ามเขตจังหวัดตลอดเวลาเหมือนเป็นพื้นที่เดียวกัน ไม่มีข้อกฎหมายห้ามไม่ให้คนฉีดนอกจังหวัดที่ตนเองมีทะเบียนบ้านอยู่

ที่ผมไปฉีดตอนหัวค่ำเพราะเป็นวัคซีนเหลือของวัน ซึ่งทางโรงพยาบาลต้องโทรหาคนที่แจ้งความประสงค์ฉีดวัคซีนไว้ ให้ไปฉีด เพื่อไม่ต้องทิ้งวัคซีนที่มีค่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งผมไม่รู้จัก และไม่เคยคุยกันมาก่อน ก็ออกมาให้สัมภาษณ์เองว่ากระบวนการทุกอย่างเป็นไปตามปกติ

ผมวิพากษ์การจัดหาวัคซีนของรัฐบาลที่ผิดพลาดโดยเฉพาะการแทงม้าตัวเดียว ผมไม่เคยเชิญชวนให้คนไม่ฉีดวัคซีน กลับกัน ผมยังชวนให้คนไปฉีดวัคซีน เพื่อปกป้องตัวเองและส่วนรวม

อย่างที่กล่าวข้างต้น ว่าผมพยายามอดทนอดกลั้นกับการกระทำของคนกลุ่มนี้ ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ถึงแม้ผมจะโดนตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผมก็ตั้งใจว่าจะทำในสิ่งที่ผมพอจะทำได้ คือการทำงานการเมืองท้องถิ่นของคณะก้าวหน้า, การรณรงค์ประเด็นสาธารณะที่สำคัญ และการทำงานความคิดประชาธิปไตยกับคนทุกกลุ่ม เพื่อสร้างสังคมที่ผมและเพื่อนหวังจะเห็น

แต่การกระทำที่น่ารังเกียจของคนกลุ่มนี้ และการร่วมสนับสนุนโดยไอโอของรัฐบาล กองทัพและบางพรรคการเมือง ที่รังแต่จะสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน ไม่ได้ทำร้ายผมคนเดียว ไม่ใช่ผมคนเดียวที่โดนทำลายจากคนกลุ่มนี้ ยังมีนักประชาธิปไตยและนักสิทธิมนุษยชนอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกคนกลุ่มนี้ทำลายชื่อเสียง

ดังนั้นผมจึงขอใช้สิทธิดำเนินการฟ้องคดีตามกฎหมายต่อคนกลุ่มนี้ และต่อองค์กรรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องไม่ให้รัฐนำข้อมูลส่วนบุคคลที่ตนเองถืออยู่ในมือมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน รวมถึงทำลายผู้ที่เห็นต่างกับรัฐอีกต่อไป"

ทว่า ในโพสต์ดังกล่าว กลับไม่ได้ตอบคำถามของสังคมที่ข้องใจเลยว่า นายธนาธร ได้ปฏิบัติเหมือนประชาชนคนอื่นๆ ทั่วไป ที่ต้องลงทะเบียนขอรับการฉีดวัคซีนผ่านทางแอพพลิเคชั่นต่างๆ หรือไม่

หากนายธนาธรไม่เคยลงทะเบียนขอรับการฉีดวัคซีนใดๆ แล้วทำไมนายธนาธรถึงสามารถเข้าไปรับวัคซีนได้

ถ้าจะบอกว่าเป็นการเข้าไปฉีดวัคซีนด้วยวิธีการ walk in แล้วนายธนาธรได้ไปต่อแถวจองคิวเหมือนอย่างที่คนอื่นๆ ต้องทำกันหรือไม่

นี่คือประเด็นที่สังคมอยากรู้ เมื่อนายธนาธรบอกว่าตัวเองเป็น "บุคคลสาธารณะ"ก็ต้องพร้อมรับการตรวจสอบ ว่า"ใช้ตั๋ว VIP แย่งวัคซีนคนแก่" หรือไม่ เพราะนี่เป็นพฤติกรรมย้อนแย้งกับความเคลื่อนไหวของนายธนาธรที่เรียกร้องชูธงสวยหรูฟังดูดีว่า"เราทุกคนควรมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน"

อีกทั้งการที่นายธนาธรอ้างว่าจะใช้สิทธิ์ทางกฎหมายดำเนินคดีฟ้องร้องกับกลุ่มคนและองค์กรที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นายธนาธรกำลังถูกกล่าวหาอยู่ โดยอ้างเหตุผลหนึ่งว่า "เป็นการสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน"นั้น ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า นี่ก็ใช่อีก 1 พฤติกรรมย้อนแย้งของนายธนาธรหรือไม่

เพราะที่ผ่านมานายธนาธรออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนตลอดว่าต้องการให้ยกเลิกมาตรา 112 ที่มีการใช้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้มีพฤติกรรมกล่าวหาให้ร้ายจาบจ้วง สร้างความเข้าใจผิดๆต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทั่งก่อให้เกิดความแตกแยกเกลียดชังในหมู่ประชาชน

แต่พอถึงตัวนายธนาธรเอง กลับอ้างสิทธิ์ในการใช้กฎหมายปกป้องตัวเอง แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการพยายามรณรงค์ให้มีการยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ที่มีการตราขึ้นเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จากการถูกมุ่งทำร้าย ทำลาย ป้ายสีหยามหมิ่นโดยปราศจากข้อเท็จจริง

จึงไม่แปลกอะไรที่ปมฉีดวัคซีนโควิดของนายธนาธร จะบานปลายกลายเป็นสร้างความเคลือบแคลงใจให้กับสังคมถึง "ความย้อนแย้ง"ในตัวนายธนาธรมากยิ่งขึ้น