ตามแผนรัฐบาลจะเริ่มฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับเด็กอายุ 5-11 ปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ โดยขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเด็กและผู้ปกครอง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการสำรวจความสมัครใจ โดยสถานที่ฉีดจะใช้โรงเรียนเป็นจุดฉีดหลัก ร่วมกับจุดฉีดที่โรงพยาบาล โดยจะเร่งฉีดเด็กกลุ่มนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ลดการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต

สำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน สามารถเข้ารับการฉีดแบบ Walk In ได้ตามสถานพยาบาลที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกรุงเทพมหานครกำหนดไว้

ก่อนหน้านี้ มีรายงานในต่างประเทศ พบเด็กเข้ารับการรักษาตัวจากการติดเชื้อโควิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ที่น่าเป็นห่วงก็คือ โดยเฉพาะในเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีน

สำหรับการระบาดระลอกที่ 5 ในประเทศไทย พบเด็กป่วยโควิดวัย 4 เดือน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าจะเกิดการระบาดในเด็กมาก เพราะเด็กบางส่วนยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน แต่ยังย้ำว่าอาการไม่รุนแรง หากไม่มีโรคประจำตัว

ทางด้านการเตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วเด็ก ได้ประสาน กทม.ให้จัดทำเตียง Community Isolation (CI) สำหรับเด็กและครอบครัวเอาไว้ 6 โซน โซนละ 1 แห่ง แห่งละอย่างน้อย 50 เตียง โดย 1 ห้องเด็กอยู่ร่วมกัน 3-4 คน มีพื้นที่ให้ทำกิจกรรมได้ เนื่องจากเด็กจะมีการทำกิจกรรมมากกว่าผู้ใหญ่ พร้อมทั้งมอบสถาบันเด็กแห่งชาติมหาราชราชินีเผยแพร่วิธีการเตรียมยาน้ำฟาวิพิราเวียร์สำหรับเด็ก ผ่านทาง YouTube ของสถาบันเด็กแห่งชาติมหาราชราชินีและกรมการแพทย์ เพื่อให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งสามารถเตรียมยาได้เองด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก โดยไม่ต้องสำรอง พร้อมจัดระบบให้ปรึกษาร่วมกับโรงเรียนแพทย์ (UHosNet) สำนักการแพทย์ กทม. โรงพยาบาลเอกชนในการดำเนินการ HI และ CI นอกจากนี้ยังได้จัดตั้ง CI สำหรับแรงงานต่างด้าว เริ่มจากหนึ่งโซน ถ้ามีความจำเป็นจะขยายไปโซนละ 1 แห่งต่อไป โดยกำหนดไว้แห่งละประมาณ 100 เตียง

อย่างไรก็ตาม ไม่ติดโควิดได้เป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะหากเด็กติดเชื้อต้องแยกจากผู้ปกครอง ดังนั้นจึงต้องช่วยกันป้องกันแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ นอกจากการดูแลรักษาสุขภาพเด็กให้แข็งแรงอยู่เสมอแล้ว ยังมีหลักในการดูแล ทั้ง

1.สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ 2. หลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัด โดยเฉพาะเด็กทารกที่ภูมิคุ้มกันยังน้อย 3.การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และปรุงสุกร้อนใช้ช้อนกลางส่วนตัว 4.ทำให้ร่างกายของลูกน้อยอบอุ่นอยู่เสมอ และ5.ควรตรวจหาเชื้อโควิด 19 ด้วยชุดตรวจ ATK หากพบผลบวกให้โทร. 1330 เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป