รองนายกฯ หนุนพัฒนาเด็กเกิดใหม่ กระตุ้นออมก่อนแก่สานพลังอนาคตประเทศไทย ยุคเด็กเกิดน้อย สังคมสูงวัย

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสานพลังเพื่อ “อนาคตประเทศไทย ยุคเด็กเกิดน้อย สังคมสูงวัย” โดยความร่วมมือของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมจำนวน 30 หน่วยงาน เพื่อแสดงความร่วมมือของภาคีทุกภาคส่วน ในการสานพลังเพื่อ “อนาคตประเทศไทย ยุคเด็กเกิดน้อย สังคมสูงวัย” ณ โรงแรมตวันนา สุรวงศ์ กรุงเทพฯ

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานนี้เป็นการร่วมมือกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อออกแบบนวัตกรรม มาตรการ และนวัตกรรม ที่เหมาะกับสังคมไทย ในการรับมือโครงสร้างประชากรที่ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้พบว่าสถิติการเกิดของเด็กไทยในแต่ละปีลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2555 มีเด็กเกิดใหม่ ประมาณ 7.8 แสนคน มาในปี 2559 พบว่าการเกิดลดลงเหลือ 6.6 แสนคน และคาดว่าในปี 2583 จะมีเด็กเปิดใหม่เกินเพียง 5 แสน คนขณะที่ผู้สูงอายุขณะนี้มีร้อยละ 18 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ และคาดว่าในอีก 2-3 ปีจะเพิ่มเป็นร้อยละ20 และจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้มีการกำหนดมาตรช่วยส่งเสริม คือ 1.สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชน โดยใช้สื่อทันสมัยเข้าถึงง่าย มีการแสกนคิวอาโค้ดได้ 2.พัฒนาระบบบริการสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพก่อนแต่งงาน และหลังคลอดลูก 3. ส่งเสริมให้หญิงชายช่วยกันเลี้ยงลูก 4.ปรับทัศนคติมุมมองเชิงบวกเรื่องการมีลูกเป็นความอบอุ่นเป็นสายใยรัก แทนการมองว่าเป็นภาระ 5. สนับสนุนมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายดูแลลูก 6.พัฒนาและขยายสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือศูนย์เด็กเล็กให้มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยลดภาระระหว่างทำงาน ขณะที่ผู้สูงอายุก็ต้องส่งเสริมให้มีการออม โดยจะต้องไม่จนก่อนแก่ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวได้

“ปัญหาที่พบในกลุ่มผู้สูงวัยคือ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุจะมีรายได้ไม่ถึง 3หมื่นบาทต่อปี และผู้อายุร้อยละ60 ยังเป็นโรคเบาหวานและความดัน จึงเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลที่จะต้องมีมาตรการรับมือ ทั้งนี้จะต้องขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันหาวิธีพัฒนาเด็กเกิดใหม่ที่มีจำนวนน้อยให้มีคุณภาพ เพื่อจะสามารถดูแลผู้สูงอายุได้ เพราะอนาคตเด็ก 1 คนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะต้องดูแลผู้สูงอายุถึง4 คน และโครงการดังกล่าวนี้ ยังเป็นการสานต่อโครงการสาวไทยแก้มแดง ช่วยในการเตรียมตัวให้ผู้หญิงวัยเจริญพันธ์ให้ดูแลสุขภาพ พร้อมต่อการตั้งครรภ์ เพื่อเด็กที่เกิดมาจะได้คุณภาพที่ดี” รองนายกฯ กล่าว

ด้านนายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน สานพลังเพื่อ “อนาคตประเทศไทย ยุคเด็กเกิดน้อย สังคมสูงวัย” รณงค์ส่งเสริมการเตรียมความพร้อมก่อนมีลูก สำหรับคู่รักที่ต้องการมีลูกในอนาคต ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2569) ของสธ. ว่าด้วยการส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้เด็กที่เกิดใหม่ทุกรายมีการวางแผนและเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ โดยมุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตในสภาพแวดล้อมที่พร้อมและเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน

สำหรับมาตรการส่งเสริมการมีลูกในขณะนี้ หลายกระทรวงเน้นมาตรการคลายความกังวัลของพ่อและแม่ โดยการออกมาตรการให้พ่อสามารถลางานเพื่อช่วยแม่เลี้ยงลูก รวมทั้งมาตรการเชิงภาษี ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังมีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่มีลูกคนที่2และ3 ขึ้นไป สามารถลดหย่อนภาษีได้ อีกทั้งยังได้รับสวัสดิการด้านการดูแลเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์และหลังคลอด เพื่อเป็นการชดเชยรายได้ให้กับพ่อแม่ ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้มีมาตรการดูแลฟรี ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์หรือวัยเจริญพันธุ์ โดยการให้ยาโฟลิกและธาตุเหล็ก ส่งเสริมทุกวิถีทาง

“อย่างไรก็ตามการเพิ่มการเกิดอาจเป็นไปได้ยาก แต่การทำให้ทุกการเกิดเป็นการเกิดที่มีคุณภาพนั้นเป็นสิ่งสำคัญ กรมอนามัยได้เล็งเห็นความสำคัญและอยากให้คุณพ่อคุณแม่ มีความพร้อม มีการวางแผน ระหว่างคู่สามีภรรยา โดยเพศหญิงจะมีความสมบูรณ์หรือช่วงเวลาทอง ตั้งแต่อายุ 20 ปี ถึงก่อน 35 ปี และช่วงเวลาทองของทองหรือช่วงที่สมบูรณ์ที่สุดคือ อายุ 24-29 ปี ดังนั้นการดูแลเรื่องความพร้อมก่อนการมีลูก กระทรวงสาธารณสุขจึงได้จัดทำโครงการ “มหัศจรรย์1000วัน” หรือ การดูแลช่วงตั้งท้อง 270 วันและระหว่างคลอดลูกก็เกิดรอด แม่ก็ปลอดภัย ดูแลต่อไปอีก 180 วันด้วยนมแม่อย่างเดียว อีกทั้งดูแลต่อไปอีก 2ปี หรือ 550 วัน ซึ่งจะทำให้เด็กมีคุณภาพมาก เนื่องจากช่วงอยู่ในท้องหรือ2ปีแรก เป็นช่วงการพัฒนาการทางสมองมากกว่าร้อยละ 60 และสามารถแก้ปัญหาด้านพัฒนาการล่าช้า การเจริญเติบโต ไอคิว อีคิว เมื่อเข้าชั้นประถมศึกษา ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นมาตรการสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ทั้งนี้ การจัดงานสานพลังเพื่อ “อนาคตประเทศไทย ยุคเด็กเกิดน้อย สังคมสูงวัย” เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแสดงเจตจำนงในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานและองค์กรในทุกระดับ เพื่อออกแบบนโยบาย มาตรการ และนวัตกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยในการรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ การออกนโยบายที่มีประสิทธิภาพและแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น รวมถึงเครื่องมือที่ทันสมัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชากรทุกกลุ่มวัยในปัจจุบัน จะช่วยให้สังคมดำเนินสู่การเปลี่ยนผ่านทางสังคมได้อย่างราบรื่น นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน