ทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกหนังสือรับรอง e-Vaccine Passport และเห็นชอบให้ทำแผนปฏิบัติการจัดหายาแพ็กซ์โลวิด รวมทั้งความก้าวหน้าการจัดหายาต้านไวรัส โมลนูพิราเวียร์ ซึ่งช่วยลดการนอนโรงพยาบาล และเสียชีวิต ได้มากกว่า 50%

เมื่อวันที่ 25 พ.ย.64 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข เป็นประธานประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 11/2564 โดยนายอนุทินกล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ของไทยขณะนี้มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วยหนัก และผู้เสียชีวิตลดลง วันนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 6,335 ราย สะสม 2,081,572 ราย หายป่วยกลับบ้านได้ 7,218 ราย หายป่วยสะสม 1,987,089 ราย ขณะที่ความคืบหน้าการฉีดวัคซีนโควิด 19 ขณะนี้ฉีดไปแล้ว 90,468,955 โดส ครอบคลุมประชากร 47 ล้านคน จากกลุ่มเป้าหมาย 50 ล้านคน ซึ่งยังมีผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนอีก 3 ล้านคน

ดังนั้น จึงกำชับให้ทุกจังหวัดเร่งรัดการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หญิงตั้งครรภ์ รวมถึงขยายการฉีดในกลุ่มแรงงานต่างด้าวทั้งที่ขึ้นทะเบียนและไม่ได้ขึ้นทะเบียน โดยตั้งเป้าหมายครบ 100 ล้านโดส ในเดือนพฤศจิกายนนี้ จากผลสัมฤทธิ์ของการฉีดวัคซีน ทำให้ผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิต มีแนวโน้มลดลงชัดเจน แต่ยังพบคลัสเตอร์บ้างประปราย ได้ให้ทุกจังหวัดเตรียมแผน ระบบการรักษา จัดหายา และเวชภัณฑ์ให้มีความพร้อมเสมอ ในส่วนการเปิดประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1-23 พ.ย.64 มีผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักร ณ ท่าอากาศยานทั่วประเทศ ทั้งรูปแบบ Test & go Sandbox และ Quarantine สะสม 94,756 ราย พบผู้ติดเชื้อประมาณ 0.1% อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมโรคได้ ซึ่งจะสามารถดำเนินการควบคู่กับการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ พร้อมเน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดทั้ง UP / Covid Free Setting เพื่อให้สามารถเปิดกิจการ กิจกรรมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย ประชาชนใช้ชีวิตได้เป็นปกติที่สุด

นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้หารือใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1) การปรับแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เดินทางในการเข้าราชอาณาจักร ตามแผนการเปิดประเทศ ระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 – 31 ธ.ค.64 โดยจะเริ่มใช้ในวันที่ 16 ธ.ค.64 ซึ่งจะเสนอ ศบค. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป 2) การยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกหนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค กรณีโรคโควิด 19 แบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้บริการผ่านช่องทางe-Vaccine Passport สำหรับผู้เดินทางระหว่างประเทศ (1 – 31 ธ.ค.64) และ 3) เห็นชอบให้กรมการแพทย์จัดทำแผนปฏิบัติการจัดหายาแพ็กซ์โลวิด (Paxlovid) รวมทั้งความก้าวหน้าการจัดหายารักษาโรคโควิด 19 โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ซึ่งยาทั้งสองตัวเป็นยาต้านไวรัสสำหรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง และมีโรคประจำตัวร่วม เช่น ภาวะอ้วน อายุมากกว่า 60 ปี โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง โดยผลการวิเคราะห์เบื้องต้น พบว่ายาทั้งสองชนิดนี้ ช่วยลดการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตได้มากกว่า 50% และไม่มีผู้เสียชีวิตในกลุ่มที่ได้รับยาทั้งสองชนิด

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ สำหรับมติที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเห็นชอบ "งดการกักตัว" ในกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยยังให้มีผลรับรองการฉีดวัคซีนครบตามโดส และมีการตรวจ RT-PCR ก่อนจากประเทศต้นทาง เมื่อมาถึงไทยจะปรับการตรวจคัดกรองด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK)

ทั้งนี้ การปรับแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้เดินทางในการเข้าราชอาณาจักร ตามแผนการเปิดประเทศ ระยะที่ 2 ระหว่างวันที่ 1-31 ธันวาคม 2564 โดยจะเริ่มใช้ในวันที่ 16 ธันวาคม 2564 ซึ่งจะเสนอ ศบค.พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป