อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมาทางบริษัทสามารถรับรู้รายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และสามารถปิดการขายไปอีก 2 โครงการคือ ริชพาร์ค@บางซ่อนสเตชั่น และเลอริช@พระราม 3 ส่วนโครงการใหม่เปิดตัว 2 โครงการคือ ดิเอท คอลเลคชั่น เป็นคอนโดมิเนียมสูง 7 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนวิสุทธิกษัตริย์ มูลค่ากว่า 350 ล้านบาท

ส่วนอีกโครงการคือ ริชพาร์ค เทอมินอล หลักสี่สเตชั่น คอนโดมิเนียมสูง 14 ชั้น มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ไฮไลท์ของโครงการนี้คือ บริเวณชั้นล่างเป็น Community Mall พร้อม Sky walk เชื่อมตัวอาคาร หนึ่งเดียวบนพหลโยธิน สำหรับที่นี่บริษัทตั้งใจปรับดีไซน์ เพื่อพัฒนาศักยภาพที่ดินให้มีมูลค่าเพิ่มสูงที่สุด จากเดิมใกล้เพียง 0 เมตร ติดรถไฟฟ้า ปรับให้เหนือกว่า 0 เมตรเชื่อมรถไฟฟ้า โดยเป็นการรวมอาคารที่พัก และ Community Mall เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวก มากกว่าคู่แข่งในบริเวณเดียวกัน

“โครงการนี้สามารถตอบโจทย์ให้ลูกค้าไม่ว่าจะเลือกซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือเพื่อการลงทุนในอนาคต ยืนยันว่ามีกำไรแน่นอน เพราะนอกจากการตั้งราคาเปิดตัวที่ไม่สูงแล้วยังมีคุณภาพและมาตรฐานที่เกินราคา อีกทั้งยังมีความใส่ใจในทุกรายละเอียดของการออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยคุ้มค่าทุกตารางเมตร แต่เคาะราคาเริ่มต้นเพียง 90,000 บาทเศษต่อตร.ม. สำหรับโครงการนี้มีแผนจะเปิดห้องตัวอย่างใหม่ให้ลูกค้าได้เข้าชม และจัดงานพรีเซลล์ในวันที่ 24 ก.พ.นี้พร้อมรับข้อเสนอพิเศษการันตีผลตอบแทนสูงสุดเฉพาะในวันงาน”

โดยปี 2561บริษัท มียอดขายที่รอรับรู้รายได้กว่า 2,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากโครงการ ริชพาร์ค @ ทริปเปิ้ล สเตชั่น ที่จะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1 ของปี 2561 โดยประมาณการในปีนี้จะรับรู้รายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัทอย่างชัดเจน

ส่วนแผนการดำเนินงานปี 2561 เตรียมเปิดโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 7 พันล้านบาท โดยมีโครงการที่จะเปิดใหม่ประกอบด้วย เดอะริช ศรีนครินทร์,เดอะริช เอกมัย และมีอีก 2โครงการที่อยู่ระหว่างวางแผนงาน โดยจะเป็นการเปิดโครงการใหม่ไตรมาสละ 1 โครงการ เน้นจับตลาดอสังหาฯ แนวสูงเป็นส่วนใหญ่

สำหรับแผนการตลาดและแคมเปญใหม่ๆนั้น นอกจากลูกค้าชาวไทยทางบริษัทเน้นตลาดไฮเอนด์ รวมถึงลุยตลาดต่างประเทศ โดยเตรียมแผนเปิดตลาดใหม่ในจีน,ฮ่องกง และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการวางแผนทำการตลาดในระดับ International เพื่อสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน รวมถึงโปรโมทโครงการระดับบนแก่ลูกค้าต่างชาติและลูกค้าไทย high-profile ตั้งเป้าเขย่าตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทมีการออกบู๊ธที่ฮ่องกงทุกเดือน

“แผนนี้ได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนต.ค.60 ซึ่งสามารถทำรายได้ มากกว่า 100 ล้านบาท และยังคงแผนออกบูธอย่างต่อเนื่องตลอดปี 61 ซึ่งนอกจากตลาดลูกค้าฮ่องกงแล้วยังมีแผนขยายการขายออกไปที่ลูกค้าชาวจีน และสิงคโปร์ ขณะที่ลูกค้าชาวไทย บริษัทมีแผนจัดกิจกรรมการตลาดเป็นประจำทุกเดือนในโครงการต่างๆ และมีการปรับโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้บริโภค โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก”

ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีที่ดินพร้อมการก่อสร้าง 2 แปลง และอยู่ระหว่างหาพื้นที่ใหม่เพิ่มเติม โดยในปี 2561 ตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 3 พันล้านบาท แบ่งเป็นซื้อที่ดินประมาณ 1 พันล้านบาท และใช้สำหรับการก่อสร้างประมาณ 2 พันล้านบาท โดยเป็นเงินทุนที่มาจากผลการดำเนินงานของบริษัท และยังมีศักยภาพในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันมีอัตราหนี้สินต่อทุน(D/E) ประมาณ 1.93 เท่า รวมถึงยังมีเงินที่จะได้จากการแปลงใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ (วอร์แรนต์)ในปี 2561 สำหรับ RICHY-W1 อีกประมาณ 282 ล้านบาท และ RICHY-W2 อีกราว 432 ล้านบาท ตลอดจนยังมีกระแสเงินสดอีกเกือบ 70 ล้านบาท