การเดินสายลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาดโหม ถูกตีความทางการเมืองว่าเป็นการลงไปหาเสียง เพื่อเตรียมเลือกตั้ง แม้จะยังไม่มีสัญญาณยุบสภาฯ แต่บรรดาคนการเมืองต่างก็เตรียมเปิดตัวและเดินสายลงพื้นที่กันอย่างคึกคัก

แต่ที่น่าสนใจก็คือปฏิกิริยา ภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ภาคอีสาน และพรรคก้าวไกลเอง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก็ลงพื้นที่ภาคอีสานและประกาศชิงพื้นที่เช่นกัน

ซึ่งในภาคอีสานนั้น ฐานเสียงส่วนใหญ่เดิมเป็นของพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคการเมืองใหม่ อย่างพรรคไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ตั้งเป้าโกยคะแนนภาคอีสาน

ไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย วิเคราะห์เอาไว้น่าสนใจเพจเฟซบุ๊ก ว่าด้วยยุทธภูมิอีสาน!!! ตอนหนึ่งระบุว่า “1.ภาคอีสานเป็นสมรภูมิใหญ่ทางการเมืองของประเทศไทย

ใครครองคะแนนเสียงภาคอีสานได้ ก็จะครองอำนาจการเมืองได้ เพราะอีสานมีพลังดึงดูดพื้นที่อื่นให้คล้อยตามได้ อีสานเป็นดินแดนที่มีประชากรมากที่สุด ลำบากยากจนมากที่สุด เคยขาดแคลนและล้าหลังมากที่สุด แต่ด้วยความมานะบากบั่นและความเสียสละของชาวอีสาน ภาคอีสานจึงพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
2.จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็เป็นนายทหารไทยคนแรกที่เข้าใจยุทธภูมินี้ และเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาภาคอีสานในยุคใหม่!

เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 สถาปนารถไฟเชื่อมกรุงเทพกับต่างจังหวัดแห่งแรก ก็โปรดให้สร้างทางรถไฟกรุงเทพ-โคราช โดยวางศิลาฤกษ์พร้อมกัน พระองค์ท่านทรงวางศิลาฤกษ์ที่กรุงเทพและโปรดให้กรมพระยานริศฯเป็นผู้แทนพระองค์ไปวางศิลาฤกษ์ที่โคราชพร้อมกัน

3.พื้นที่ภาคอีสานแม้กว้างใหญ่ แต่มียุทธภูมิที่สำคัญ 6 เมือง คือ โคราช ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ เมื่อครั้งมีมณฑลพายัพก็โปรดให้เชื้อพระวงศ์องค์สำคัญไปปักหลักคุมกำลังอยู่ที่อุดรธานี!

เมื่อครั้งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลงสนามเลือกตั้งครั้งแรก ก็ได้ประกาศยุทธศาสตร์อีสาน และกำหนดยุทธวิธีสามชัย จึงทำให้เข้าสู่การเมืองได้สำเร็จ ไม่ต้องแย่งยึดอำนาจใคร”

อย่างไรก็ตาม กระแสในภาคอีสานตอนนี้ แม้พรรคเพื่อไทยจะมาเป็นอันดับ 1 แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งกระแส และกระสุน ที่พรรคพลังประชารัฐเองต้องการกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ต้องเจาะพื้นฐานอีสานให้ได้

ในขณะที่พรรคก้าวไกล ที่ฐานเสียงทับซ้อนกันกับพรรคเพื่อไทย ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการแข่งขันที่ดูเดือด และจะตัดคะแนนกันเองหรือไม่ ก็เป็นบทพิสูจน์ของพรรคเพื่อไทยในการพิสูจน์ศรัทธาและความเข้มแข็งของแบรนด์พรรคเพื่อไทยในภาคอีสาน