ณรงค์ ใจหาญ

ความผิดเกี่ยวกับเพศ เช่นข่มขืนกระทำชำเรา หรือกระทำอนาจาร เป็นความผิดที่เกิดขึ้นในทุกๆ สังคม แต่การดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดมีจำนวนน้อยกว่าที่เกิดขึ้นจริงมาก สาเหตุที่สำคัญ เพราะผู้เสียหายไม่ยอมมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนอันเนื่องจากความอาย หรือไม่เชื่อมั่นว่าจะคุ้มค่ากับการที่เปิดเผยเรื่องของตนแก่สาธารณชนได้รับรู้หรือไม่ หรือเพราะถูกผู้ข่มขืนขู่จะทำร้าย หรือเปิดเผยความลับว่าถูกข่มขืนแก่สื่อสาธารณะทำให้เกิดความอับอายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ ความผิดดังกล่าวจึงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาน้อย และมีจำนวนคดีที่เกิดขึ้นมากกว่าร้อยละ 70 ที่ไม่ได้แจ้งความเอาผิดกับผู้กระทำ ทำให้ผู้กระทำความผิดเกิดความย่ามใจที่จะกระทำความผิดต่อผู้อื่นยิ่งขึ้น

การดำเนินการสอบสวน สั่งคดี และการพิจารณาพิพากษา ก็มีส่วนทำให้ผู้เสียหายไม่ยอมมาแจ้งความ เพราะกลัวว่าจะได้รับความอับอายซ้ำ และกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้เสียหายในคดีดังกล่าว ว่ารู้สึกเจ็บปวดและอับอายอย่างไร หลังจากที่ถูกประทุษร้ายทางเพศแล้ว การสอบปากคำ หรือการรวบรวมพยานหลักฐาน อีกทั้งกระบวนพิจารณาที่ต้องเปิดโอกาสให้จำเลยซักค้านพยานได้อย่างเต็มที่แม้เป็นการพิจารณาลับก็ตาม และเทคนิคของการซักค้านพยานฝ่ายจำเลยที่เน้นการตั้งคำถามที่มุ่งก่อให้ผลกระทบต่อจิตใจของผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายไม่อาจควบคุมสติในการตอบคำถามค้านได้ และส่งผลต่อการรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญา ที่ต้องการได้มาซึ่งข้อเท็จจริงที่ทำให้ศาลแน่ใจว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริง หากมีข้อเท็จจริงที่ศาลยังมีข้อสงสัย ก็จะต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยโดยยกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยไป หากเกิดในกรณีเช่นนี้ นอกจากผู้เสียหายจะมีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมแล้ว ยังทำให้ผู้กระทำผิดลอยนวลและมีแนวโน้มจะก่อการกระทำความผิดซ้ำอีก ทำให้สังคมเสียหายหรือเกิดการแก้แค้นกันเองต่อไป

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ความคุ้มครองผู้เสียหายในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศนี้เพิ่มขึ้น ได้แก่ ในขั้นตอนการสอบสวน หากเป็นการตรวจร่างกายผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้หญิงจะตรวจโดยเจ้าหน้าที่ผู้หญิง (มาตรา 132 (1) วรรคสอง) และในการสอบปากคำ ต้องมีพนักงานสอบสวนหญิงเป็นผู้สอบปากคำ เว้นแต่ว่าผู้เสียหายจะยินยอมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนชาย หรือมีเหตุจำเป็น เช่นไม่มีพนักงานสอบสวนหญิงเลยในจังหวัดนั้น เป็นต้น (มาตรา 133 วรรคสี่)

ในการพิจารณาคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสาม กำหนดให้ศาลสามารถใช้มาตรการป้องกันมิให้จำเลยใช้สายตาข่มขู่ผู้เสียหายในขณะให้การต่อศาล ซึ่งศาลอาจให้เบิกความในห้องอื่นแล้วส่งภาพและเสียงมาที่ห้องพิจารณา หรือใช้ฉากกั้นไม่ให้จำเลยเห็นหน้าผู้เสียหายก็ได้ หรือในบางกรณีหากผู้เสียหายเป็นคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร หรือปัญญาอ่อน อาจให้นักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยาเข้าร่วมในการถามปากคำได้ ซึ่งมาตรการนี้ เป็นมาตรการที่เพิ่มขึ้นในกรณีที่ผู้เสียหายกลัวจำเลย ไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณีผู้เสียหายที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น อาจเป็นเพศชาย ผู้พิการ เด็ก หรือคนสูงอายุได้ หากมีความกลัวจำเลย ศาลสามารถใช้มาตรการเหล่านี้ เพื่อให้ผู้เสียหายให้การ โดยป้องกันมิให้จำเลยใช้สายตาข่มขู่ในระหว่างให้การ

นอกจากนี้ การใช้พยานบุคคลเพื่อยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเพศจริงหรือไม่ เป็นข้อจำกัดอย่างมาก เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีส่วนใหญ่จะเป็นคู่กรณีคือ ผู้เสียหายกับจำเลย เนื่องจากการข่มขืนกระทำชำเรามักกระทำในที่ลับตาคน เพราะหากกระทำในที่สาธารณะ จะได้รับการขัดขวางจากผู้พบเห็น แต่ถ้าเป็นความผิดฐานกระทำอนาจาร อาจมีคนอื่นเห็นได้ อย่างไรก็ดี ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ศาลจะใช้ดุลพินิจพิเคราะห์น้ำหนักพยานที่ได้จากคำให้การของผู้เสียหายและคำให้การของจำเลย ว่าฝ่ายใดน่าเชื่อกว่ากัน แล้วจึงพิพากษาตัดสิน แต่ในปัจจุบัน วิทยาการด้านนิติวิทยาศาสตร์ได้เจริญก้าวหน้าไปมาก การตรวจร่างกายและการตรวจสารคัดหลั่งที่ได้จากตัวผู้กระทำความผิด และนำมาเปรียบเทียบกับหลักฐานที่พบในตัวผู้เสียหายหากตรงกันซึ่งเป็นการตรวจเพื่อหาลายพิมพ์ดีเอนเอ ก็จะทำให้มีหลักฐานแน่ชัดว่าผู้กระทำความผิดเป็นใคร โดยผลจากการตรวจพิสูจน์นี้ ซึ่งถ้าจำเลยไม่ยอมให้นำสารคัดหลั่งหรืออสุจิไปตรวจก็จะได้รับการสันนิษฐานว่า เป็นผู้กระทำผิดฐานข่มขืนได้ เว้นแต่จะมีหลักฐานยืนยันว่าไม่ใช่ผู้กระทำความผิด (มาตรา 224/1)

ในบางคดีที่ไม่สามารถพบร่องรอยหรือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นเพราะผู้เสียหายตัดสินใจมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนช้า ทำให้หลักฐานดังกล่าวหายไป หรือผู้เสียหายชำระร่างกายก่อนที่จะมาร้องทุกข์ หรือไม่มีร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่ามีการประทุษร้ายทางเพศเลย ความยุ่งยากที่จะนำสืบให้เห็นความจริง ยิ่งมากขึ้น จึงต้องอาศัยการนำสืบและการซักค้านพยานของจำเลยเป็นข้อวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งกระบวนการนี้ ทนายความฝ่ายจำเลยมักจะใช้เทคนิคในการตั้งคำถามที่ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเจ็บซ้ำในใจเพราะต้องถูกถามซ้ำๆ ให้ตอบคำถามที่ตอกย้ำว่าตนถูกกระทำอย่างไร ในกรณีนี้ บางรายไม่สามารถให้การต่อไปได้เพราะรู้สึกบอบช้ำกับคำถามค้านเหล่านั้น ทำให้เกิดข้อพิรุธในการตอบคำถาม หรือในบางกรณีคำถามค้านนั้น นำไปสู่การที่แสดงให้เห็นว่า ผู้เสียหายยินยอม เพราะเคยมีเพศสัมพันธ์กับจำเลยมาก่อน หรือกับชายอื่นมาก่อน พฤติกรรมทางเพศของผู้เสียหายกับผู้อื่น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวกับคดีของจำเลย โดยปกติจะนำสืบไม่ได้แต่ในปัจจุบัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติห้ามนำสืบไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 226/4 เว้นแต่ศาลจะอนุญาตในนำสืบได้ หากมีประเด็นเกี่ยวข้องกัน และในทางปฏิบัตินั้น หากศาลเห็นว่าคำถามค้านของทนายจำเลยจะทำให้ผู้เสียหายได้รับความอับอาย หรือเป็นการกระทบกับจิตใจของผู้เสียหาย ศาลมักจะห้ามทนายถามค้านแต่ยังรักษาสิทธิที่ให้จำเลยได้ตรวจสอบคำให้การของผู้เสียหายโดยศาลจะเป็นผู้ซักถามผู้เสียหายเอง

จะเห็นได้ว่า มาตรการคุ้มครองผู้เสียหายผู้หญิงที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศนั้น ประมวลกฎหมายอาญาได้พัฒนาเพิ่มขึ้นได้เท่าเทียมกับมาตรฐานสากลแล้ว แต่ส่วนที่ยังต้องเพิ่มเติมคือ การให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายก่อนที่จะมาร้องทุกข์ทั้งในด้านการเยียวยาและการให้คำปรึกษากฎหมาย รวมถึงกำลังใจ เพราะผู้เสียหายควรได้รับการรักษาพยาบาลร่างกายและจิตใจตั้งแต่ถูกประทุษร้าย และการเอาใจใส่ต่อความรู้สึกของผู้เสียหายจากกระบวนการสืบสวนสอบสวน หรือแม้แต่การให้ความเห็นของแพทย์ที่เกี่ยวกับการกระทำที่จะเป็นข่มขืนหรือไม่ เพราะผู้เสียหายจะมีความรู้สึกเสียใจ เศร้าใจ หรือมีอาการซึมเศร้าหลังจากการประทุษร้าย จึงควรได้รับการเยียวยารักษาจิตใจและไม่ถูกกระทำซ้ำจากเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่อาจใช้วาจาหรือการปฏิบัติต่อผู้เสียหายโดยไม่ตั้งใจ