เศรษฐกิจตื่นตัวขานรับนโยบายเปิดประเทศ ทันทีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ประกาศเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัวในวันที่ 1พฤศจิกายนนี้

โดยมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นกำหนดให้ผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศได้ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่อไปนี้
1.ฉีดวัคซีนครบโดส
2.เดินทางโดยทางอากาศ
3.มาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำ 10 ประเทศ
4.ผ่านการตรวจคัดกรองโควิดแบบ RT-PCR จากประเทศต้นทาง และตรวจหาเชื้ออีกครั้งเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย

ทั้งนี้ต้นฉบับนี้เขียนขึ้นก่อนการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 หรือ (ศบค.) วันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะมีการออกมาตรการต่างๆ มารองรับในรายละเอียด รวมทั้งการพิจารณาปรับมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับการเปิดประเทศ เช่น การเดินทางออกนอกเคหะสถานหรือ เคอร์ฟิว เป็นต้น

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์แสดงความวิตกกังวลถึงความพร้อมในด้านต่างๆ และความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดใหญ่

แต่เมื่อฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน ที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องผลักดันการเปิดประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เกิดการหมุนเวียน สร้างโอกาสทางการค้าและการจ้างงาน โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปลายปีนี้ถือ เป็น High-season ของการท่องเที่ยว และใกล้เทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ กระตุ้นให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยก็เป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องเดินต่อไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การเปิดประเทศนั้น อาจสร้างความวิตกกังวล แต่การจำกัดให้เฉพาะการเดินทางทางอากาศก็เป็นการป้องกันความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง เพราะผู้ที่เข้ามามีกรอบจำกัดให้ต้องผ่านระบบคัดกรองต่างๆ ที่ต้องระวังมีแต่เรื่อง วีไอพี ที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้น อีกทั้งในขณะที่เปิดประเทศไทย ต้องปิดพรมแดนให้แน่นสนิท การเคลื่อนย้ายแรงงานจากชายแดนรองรับกระแสเปิดประเทศเป็นสิ่งที่ต้องจัดการอย่างรัดกุม ไม่ให้เกิดรู้รั่วของแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาผิดกฎหมายและไม่ผ่านการคัดกรองโควิด

ที่สำคัญ ก่อนจะไปถึงวันที่ 1พฤศจิกายน มีวันหยุดยาว 21-24 ตุลาคมที่มีการเดินทางข้ามจังหวัดภายในประเทศ จะเป็นด่านสำคัญ ที่ไทยต้องยการ์ดสูงสุด