เวียนมาบรรจบครบอีกวาระหนึ่ง สำหรับ วันคล้ายวันสวรรคต “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” หรือ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ของปวงชนชาวไทยเรา ในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 5 แล้ว ที่พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย

อย่างไรก็ดี แม้พระองค์ได้สวรรคตไปเมื่อเวลา 15.52 น. ของวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 หรือเมื่อ 5 ปีที่ผ่านพ้นมา ทว่า ถึง ณ เวลานี้ พระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ของพระองค์ ยังคงประทับตา ตรึงใจ แก่เหล่าพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนบรรดาชาวต่างชาติจากนานาประเทศ และองค์การระหว่างประเทศทั้งหลาย ที่ยังคงแซ่ซ้องสรรเสริญกันอยู่เนืองๆ ด้วยความปลาบปลื้มเป็นล้นพ้นในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระองค์อย่างที่ไม่มีวันรู้ลืม

ทั้งนี้ ก็ด้วยนอกจากในประเทศไทย ที่พระองค์มีพระราชกรณียกิจเป็นประการต่างๆ ผ่านโครงการในพระราชดำริจำนวนนับพันโครงการ ในอันที่จะทำให้ประชาชนในชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้คนในพื้นที่ชนบทห่างไกล ได้มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว ในส่วนของต่างประเทศ พระองค์ก็มีพระราชกรณียกิจ ในอันที่จะเจริญพระราชไมตรี เพื่อสร้างสรรค์ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนเป็นที่ประจักษ์ ตลอดช่วงรัชสมัยที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ครองราชย์มาเป็นเวลานานกว่า 70 ปี

โดยพระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศของพระองค์ อาทิเช่น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ อย่างไม่เลือกฝ่าย หรือขั้วข้าง ในขณะที่โลกของเรา ณ เวลานี้ อยู่ระหว่างท่ามกลางของการชิงชัยแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย เป็นโลก 2 ขั้ว คือ โลกเสรีประชาธิปไตย กับโลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งพระราชกรณียกิจการเจริญสัมพันธไมตรีข้างต้น ส่งผลให้ประเทศไทยเรา มีมิตรประเทศจากทุกฝ่าย

ใช่แต่เท่านั้น พระราชกรณีกิจที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนนานาประเทศดังกล่าว ก็ยังเป็นเหตุปัจจัยให้ประเทศไทยของเรา ได้รับการยอมรับสถานะจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งหลายมากขึ้น นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ เมื่อกล่าวถึงสถานะของประเทศไทยในสายตาชาวโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โลกตะวันตก อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา และยุโรปตะวันตก ก็ถือว่า ไม่ดีนัก ในช่าวงเวลาดังกล่าว จากการที่ไทยเรา ภายใต้การนำของ “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” ไปเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งปรากฏต่อมาในมหายุทธ์ครั้งนั้นว่า ญี่ปุ่น เป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม

โดยพระราชกรณียกิจเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ก็เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีพุทธศักราช 2502 ไปจนถึงปีพุทธศักราช 2537 ซึ่งประเทศแรกที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปนั้น ก็คือ “สาธารณรัฐเวียดนาม” เมื่อปีพุทธศักราช 2502 ส่วนประเทศสุดท้ายที่พระองค์เสด็จฯ เยือน ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อปีพุทธศักราช 2537 รวมแล้วกว่า 30 ประเทศด้วยกัน ซึ่งในครั้งนี้จะขออัญเชิญพระราชกรณียกิจการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ พอเป็นสังเขป ได้แก่

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสาธารณรัฐเวียดนาม ระหว่างวันที่ 18-21 ธันวาคม พุทธศักราช 2502 ซึ่งในการนี้ ทรงพบปะกับประธานาธิบดีโง ดินห์ เดียม แห่งสาธารณรัฐเวียดนาม ณ ทำเนียบประธานาธิบดี ที่กรุงไซ่ง่อน เมืองหลวงของประเทศดังกล่าว

ก่อนที่ในปีถัดมา คือ พุทธศักราช 2503 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนสองประเทศมหาอำนาจที่สำคัญของโลก นั่นคือ “สหรัฐอเมริกา” และ “อังกฤษ”

เริ่มจากการที่เสด็จพระราชดำเนินเยือน “สหรัฐฯ” มหาอำนาจชาติผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตย โดยพระองค์ทรงพบปะกับ “ประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์” ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ

ก่อนที่ในเวลาต่อมา พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนอังกฤษ ซึ่งโดยพระองค์ทรงพบปะกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ณ พระราชวังบักกิงแฮม กรุงลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษด้วย

ทั้งนี้ เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองราชวงศ์ไทยและอังกฤษ แล้วต้องนับว่ามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เพราะในเวลาต่อมา คือ ในปีพุทธศักราช 2539 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ที่ 2 แห่งอังกฤษ เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระราชอาคันตุกะอีกด้วย

นอกจากพระราชวงศ์อังกฤษแล้ว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงมีพระราชไมตรีอันดีและแนบแน่นกับพระราชวงศ์ของประเทศอื่นๆ ด้วยเช่นกัน อาทิ พระราชวงศ์สวีเดน โดยเมื่อปีพุทธศักราช 2503 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน และได้ทรงพบปะกับสมเด็จพระราชาธิบดีกุสตาฟ ที่ 6 อดอล์ฟ พร้อมสมเด็จพระราชินีหลุยส์ ณ กรุงสตอกโฮล์ม เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรสวีเดน

เช่นเดียวกับ พระราชไมตรีอันแน่นแฟ้นกับพระราชวงศ์ญี่ปุ่น ซึ่งปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคยเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศญี่ปุ่น โดยพระองค์ทรงพบกับสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต และสมเด็จพระจักรพรรดินีทาคามัตสึ ณ พระราชวังในกรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น

โดยการเสด็จพระราชดำเนินเยือนนานาประเทศเหล่านี้ นอกจากสืบสานพระราชไมตรีระหว่างพระราชวงศ์ ต่อพระราชวงศ์ หรือพระราชวงศ์กับผู้นำประเทศทั้งหลายแล้ว ก็ยังเป็นเหตุปัจจัยสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระหว่างไทยกับชาติเหล่านั้นให้แนบแน่น แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และปวงชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวง