แสงไทย เค้าภูไทย

มีคนนับถอยหลังการเปิดเมืองเต็มรูปแบบ 1 พ.ย.นี้ หลังจากล้มเหลวที่จะเปิดตามที่นายกฯลั่นวาจาไว้ว่าจะเป็นภายใน 120 วันที่ครบกำหนดพฤหัสฯนี้ จะเป็นไปได้แค่ไหน เพราะแม้ตัวเลขติดเชื้อรายใหม่จากโควิด-19 จะดูลดลง ทว่าตัวเลขที่ปกปิดยังเป็นเงาทมึนอยู่ หมอเตือนระวังจะเป็นดังทฤษฎีกบต้ม

การ reopen หรือเปิดเมืองล่าสุดคือซิดนีย์ ของออสเตรเลียเมื่อวันจันทร์กำลังเป็นที่จับตาเหมือนหลายๆชาติที่เปิดแล้วปิดไป เป็นช่วงๆ

ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม บางรัฐของสหรัฐอเมริกา บางประเทศในยุโรป และแม้แต่บางมณฑลของจีน

เหตุที่การเปิดเมืองของประเทศเหล่านั้นต้องปิดในเวลาถัดมาก็เพราะ มีการกลับมาระบาดใหม่อันเป็นผลจากการเปิดเมือง

โดยหลักการแล้ว การเปิดเมืองสามารถกระทำได้เมื่อประชาคมหรือประเทศนั้นๆมีภาวะภูมิคุ้มกันหมู่ ( herd immunity) โดยประชากร จำนวน 60-70 % มีภูมิคุ้มกันอันเกิดจากการได้รับการฉีดวัคซีน

แต่เพราะไวรัสมีการกลายพันธุ์แทบจะทุก 3 สัปดาห์ หลายพันธุ์ที่ผ่าเหล่าไม่สำเดงฤทธิ์รุนแรง

แต่ก็มีบางพันธุ์ผ่าเหล่า (mutate) กลายเป็นสายพันธุ์ที่มีฤทธิ์รุนแรงเกินกว่าภูมิที่เกิดจากการกระตุ้นของวัคซีนรุ่นเก่าจะกำจัดได้ การระบาดรอบใหม่ก็จะเกิดขึ้น

กลายเป็นการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดระหว่างมนุษย์กับไวรัส

จากสายพันธุ์อู่ฮั่น (Wuhan Strain) มาเป็น UK variant (Alpha variant) เป็น Gamma, Delta, Iota, Kappa, Lambda ล่าสุด variant ใหม่พบในอินเดีย สหรัฐตั้งชื่อว่า VOI แต่ WHO ยังไม่รับรองชื่อนี้

วัคซีนที่เคยจัดการกับไวรัสสายพันธุ์ต้นๆ กลับมีประสิทธิภาพลดลง ไฟเซอร์ที่เคยปกป้องได้ถึง 96-98% ไวรัสสายพันธุ์แรกๆนั้น กับพวกกลายพันธุ์ใหม่ๆ ประสิทธิผลกลับลดลงเหลือราว 40-45% จนต้องฉีดกระตุ้น (boost)

ของไทยนั้น วัคซีนชนิดเชื้อตายตระกูล Sino ประสิทธิภาพลดลงแทบเป็น 0% เมื่อเจอไวรัสสายพันธุ์เดลตา

ทำให้ต้องมีการฉีดเข็มที่ 3 กระตุ้นบางประเทศ มีการฉีด boost เข็มที่ 4 กันแล้ว

การที่ตัวเลขที่ ศบค.ประกาศออกมาทุกวัน แสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อและนอนโรงพยาบาลกับจำนวนเสียชีวิตลดลงนั้น ถือเป็น “ขาลง” จนพร้อมจะเปิดเมืองได้นั้น อาจจะไม่ได้บอกความจริง

เพราะยังแย้งกับตัวเลขที่ภาคีสาธารณสุขโพสต์เปิดเผยตามหลังทุกวัน ซึ่งตัวเลขติดเชื้อรายใหม่สูงกว่าที่ ศบค.แถลงถึง 5,500-5,700 ราย

ส่วนตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิต 17,500+ นั้นยังเท่ากัน แต่ในหมู่บุคลากรทางการแพทย์ มีการตรวจสอบระหว่างกันพบว่า จำนวนเสียชีวิตสูงกว่าที่ประกาศถึง 3 เท่าตัว

อาจจะ 30,000-40,000 คนก็ได้

สถานการณ์การระบาดจึงยังไม่น่าไว้วางใจ การแสดงตัวเลขต่ำลง ทำให้สภาพจิตใจและขวัญของคนไทยดีขึ้น

มีการออกมาทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน มีการใช้จ่าย บริโภคเพิ่มขึ้น

แต่ผลตรงกันข้าม กลับทำให้เกิดความประมาท การ์ดตก มีการจัดกิจกรรมรวมหมู่ กิจกรรมด้านประเพณีนิยม พิธีกรรมต่างๆมีผู้เข้าร่วมหนาแน่นขึ้น

ผลที่ตามมาก็คือ เกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆขึ้น ล่าสุดงานศพแห่งหนึ่ง มีผู้ติดเชื้อถึง 868 คน

แพทย์อาวุโสหลายท่านออกมาเตือนว่า แทนที่จะเป็นขาลง อาจจะกลับกันคือเป็นขาขึ้น

เพราะยังมีการระบาดรุนแรงแบบน้ำนิ่งไหลลึก หรือภาวะ “กบต้ม”

คือน้ำค่อยๆร้อนจนกบในกระทะไม่รู้สึกว่าร้อน มารู้อีกทีก็ร้อนจัดพรวดขึ้นมาจนแข้งขาสุกโดดหนีตายขึ้นมาไม่ได้

ถ้ารัฐบาลยังไม่เข้มงวดระแวดระวังภัยระบาดรอบใหม่ ก็อาจจะกลายเป็นกบต้มได้

วันที่ 21 ตุลาคม จะเป็นวันออกพรรษา ในภาวะปกติ มีการจัดงานบุญ งานรื่นเริง งานประเพณีต่างๆชุกในช่วงนี้

เตรียมรับมือคลัสเตอร์ใหม่ๆกันหรือยัง ?