ใกล้วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2564 “สยามรัฐ” ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยขอยกความในบางตอนที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้ในคอลัมน์ “สยามรัฐหน้า 5” วันที่ 23 มิถุนายน 2513 มาเผยแพร่ดังนี้

“ใครที่เห็นภาพข่าวทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินไปยังจังหวัดนครสวรรค์เมื่อคืนวันที่ 21 เดือนนี้แล้ว ก็คงจะอดตื้นตันใจมิได้

ตามเส้นทางพระราชดำเนินจากสนามบินนครสวรรค์ไปยังโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ซึ่งเสด็จฯ ไปทรงเปิดนั้น มีราษฎรมาเฝ้าด้วยความจงรักภักดีอย่างล้นหลามเนืองแน่น

ทุกคนต่างมีใบหน้าอิ่มเอิบ และทุกคนต่างกระตือรือร้นที่จะได้ชมพระบารมี

ภาพนั้นแสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า เมืองไทยเรานี้มีวิญญาณและวิญญาณของเมืองไทยนั้นอยู่ที่ไหน

คนทั้งประเทศที่มีวิญญาณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น ย่อมไม่มีใครมาทำให้แตกแยกได้ และจะไม่มีใครมาลบล้างได้

เมื่อรถพระที่นั่งใกล้โรงพยาบาลเข้ามา ฝูงชนก็ยิ่งหนาแน่นขึ้น จนในที่สุดฝูงชนเข้าห้อมล้อมรถพระที่นั่งไว้จนไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จลงจากรถพระที่นั่ง และได้เสด็จพระราชดำเนินไปท่ามกลางฝูงชนผู้จงรักภักดีจนถึงโรงพยาบาล

ภาพนั้นเป็นภาพที่ชี้ให้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง...

ในระยะเวลาร่วมยี่สิบห้าปีที่ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงนำสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยให้ก้าวจากยุคไศเลนทร์ออกมาสู่ยุคปัจจุบัน

จากคติที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าซึ่งอยู่เหนือชีวิตและทุกข์สุขของคนทั้งปวง มาเป็นพระมหากษัตริย์อันเป็นของคนทั้งปวง

ใกล้ชิดเพียงแค่เอื้อมถึงพระองค์ได้ และทรงร่วมทุกข์สุขเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับคนทั้งปวง

จริงอยู่ ราชประเพณีอันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริยกับราษฎรนั้น ได้เปลี่ยนมาตามกาลสมัย แต่เราจะต้องยอมรับว่า ความรู้สึกว่าพระมหากษัตริย์เป็นของราษฎรและราษฎรเป็นของพระมหากษัตริย์ไม่มีใครจะมาแยกออกจากกันได้นั้น เพิ่งมาเกิดจริงจังในรัชกาลปัจจุบันนี้

และความรู้สึกนั้น แทนที่จะทำให้เสื่อมพระบรมเดชานุภาพหรือถอยพระราชอิสสริยยศลงไป กลับเป็นสิ่งที่เพิ่มพูนพระบรมเดชานุภาพพระบารมี และพระราชอิสสริยยศในทุกทาง จนเป็นกิตติศัพท์ร่ำลือไปทั่วโลก ยากที่จะหาประมุขแห่งรัฐใดเสมอเหมือนได้

พระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นทุกอย่างที่พระมหากษัตริย์ทรงเคยเป็นต่อคนไทยมาแต่โบราณ แต่ในลักษณะและความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปตรง ต่อสภาพและสถานการณ์ในปัจจุบัน

ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินมิใช่เพราะทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินอย่างแต่ก่อน แต่เพราะทรงทำให้แผ่นดินไทยนี้เป็นที่ร่มเย็นสงบสุขและน่าหวงแหน

ทรงเป็นธรรมราชา มิใช่เพราะทรงตัดสินคิดความด้วยพระองค์เอง แต่เพราะทรงแสดงธรรมคือคุณความดีให้ปรากฏเห็นได้ในพระองค์และด้วยพระองค์เองในทุกทาง

ทรงเป็นเจ้าชีวิต มิใช่เพราะทรงพระราชอำนาจประหารชีวิตผู้ใด หรือยกชีวิตให้แก่ผู้ใดได้ แต่เพราะทรงกระทำให้ชีวิตของคนไทยทุกคนมีความหมายและมีเกียรติอันน่าภูมิใจ

และทรงเป็นพระเจ้าอยู่หัว มิใช่เพราะทรงเป็นเทวราชผู้ทรงพระราชอำนาจอันล้นพ้น แต่เพราะทรงใกล้ชิดกับชนทั้งชาติประดุจศีรษะกับส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งเป็นกายอันเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้"

ที่มา : สยามรัฐ