แสงไทย เค้าภูไทย

วันนี้ไทยมีหนี้ท่วมหัว ทั้งหนี้สาธารณะ ทั้งหนี้ครัวเรือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุจากเศรษฐกิจโลกขาลง ซ้ำเติมด้วยโควิด -19 กู้ทะลุเพดานใช้กันไม่หมดในทศวรรษ

นับแต่รัฐประหาร 2557 เป็นต้นมา รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องใช้นโยบายการคลังขาดดุลเพิ่มระดับมาตลอด

จนถึงวันนี้ เข้าสู่ปีงบประมาณ 2565 คาดว่าปีงบประมาณนี้จะขาดดุลไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท

จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ขาดดุล 7 แสนล้านบาท ทั้งนี้เพราะการเก็บภาษีพลาดเป้าเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องชัตดาวน์และประกาศภาวะฉุกเฉิน

ตามเป้าหมายเดิม ใช้ตัวเลขการจัดเก็บภาษีปี 2562 ซึ่งเก็บได้ 2.563 ล้านล้านบาท

การจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ทำให้มีความจำเป็นต้องเพิ่มวงเงินกู้ ซึ่งเดิมกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 60% ต่อจีดีพีของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP)

แต่ขณะนี้ ยอดหนี้สาธารณะเขยิบใกล้เพดานเต็มที คาดว่าไม่เกินปีหน้า จะทะลุเพดาน 60% ของจีดีพี ทำให้ต้องขยับเพดานเงินกู้เป็น 70% ของ จีดีพี

การประเมินยอดหนี้และสัดส่วนของหนี้ต่อจีดีพีนี้ อยู่บนสมมติฐานอัตราเติบโตของจีดีพี 1-2% ซึ่งมีผลต่อการจัดเก็บภาษี

ส่วนวิเคราะห์เศรษฐกิจของธนาคารพาณิชย์ไทยหลายสำนัก ประเมินฐานะทางเศรษฐกิจไทยปี 2564 ไว้ที่ 0.7-1%

ด้วยอัตราเติบโตที่จำกัดระดับนี้ ธนาคารโลกมองว่า เศรษฐกิจไทยจะต้องใช้เวลาถึง 3 ปี ฟื้นตัวกลับสู่ระดับปี 2562

นั่นหมายถึงเศรษฐกิจไทยจะกลับมาโตได้ 5-6% อันจะทำให้ยอดหนี้สาธารณะลดระดับลงมาต่ำกว่า 60% ของจีดีพี

อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลยังใช้จ่ายอย่างไร้ประสิทธิภาพ การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายอย่างที่เป็นอยู่

คาดว่ากว่าระดับหนี้ต่อจีดีพีจะลดต่ำกว่า 60% ได้บรรดานักวิเคราะห์เศรษฐกิจการคลังคาดว่าจะต้องใช้เวลาถึง 10 ปีนับแต่ปี งบประมาณ 2565 เป็นต้นไป

การตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 20-22% ของจีดีพี แต่จัดเก็บรายได้ ได้แค่ 17-18% ของจีดีพี เท่านั้น ขณะเดียวกันต้องกันเงินงบประมาณชำระหนี้เงินกู้ 3.5-4% ของงบประมาณ

อีก 10 ปีจะใช้หนี้ส่วนที่กู้เกินเพดานเพื่อให้ลดระดับลงต่ำกว่าเพดาน 60% ได้หรือไม่ ?

คงต้องเป็นภาระของรัฐบาลชุดต่อไปและต่อๆไป

ยามนี้ปัญหาเฉพาะหน้าคือศักยภาพในการหารายได้ ซึ่งหนีไม่พ้นภาษี

ภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีที่สร้างรายได้ให้สูงที่สุด มีการจ้องจะเพิ่มอัตราจาก 7% เป็น 10% มาแทบทุกปี ถูกประชาชนคัดค้านมาตลอด

ทั้งนี้เพราะ เป็นภาษีที่ติดกับตัวสินค้าและบริการ คนจนคนรวย เสียภาษี 7% เท่ากันหมด

กินมาม่าซอง ซื้อกระเป๋าหลุยส์ใบหนึ่ง ล้วนมีแวตติดตัว 7% ของราคาขายมาทั้งนั้น

ปี 2562 เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บได้ 799,850.76 ล้านบาท แค่ 1%จะมีรายได้เพิ่มอีกกว่า 8 พันล้านบาท

อย่างไรก็ดี เมื่อเพิ่มภาษีแวตไม่ได้ ก็ต้องหาที่เพิ่มทางอื่น ภาษีบาป หรือ ภาษีสรรพสามิตพวกเหล้ายา บุหรี่ ๆไพ่ฯลฯ

ภาษีเงินได้บุคคล ที่เก็บได้มากรองจากแวต ก็ช่วยไม่ได้มาก โดยเฉพาะในยามที่โควิด-19 ยังไม่ไปไหน

วิสาหกิจน้อยใหญ่ปิดกันระนาว คนตกงานเป็นล้าน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล หดหายไปเป็นแสนๆล้าน

ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวภายใน 3 ปีตามที่เวิลด์แบงก์ประเมิน ก็เชื่อว่าหนี้เกินเพดานจะไม่สามารถลดต่ำลงสู่ระดับต่ำกว่าเพดานต่อจีดีพีได้

คนไทยอาจต้องใช้หนี้กันหัวโตไปอีก กว่า 10-12 ปีเป็นอย่างน้อย

แต่ไม่ได้หมายความว่าหมดหนี้ หรือลดลงต่ำกว่าเพดานหนี้ ก่อนโควิดมาเยือนที่อยู่ราว 45-50% ของจีดีพี

เพียงแต่ลดลงต่ำกว่า 60% ของจีดีพีเท่านั้น