ทวี สุรฤทธิกุล

คงอีกนานที่ทหารจะเลิกครอบงำระบบรัฐสภาไทย

แน่นอนว่านักการเมืองเป็นตัวปัญหาสำหรับการเมืองไทยเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันทหารก็สร้างปัญหาให้กับการเมืองไทยไม่ใช่น้อย

ทหารมีอำนาจปกครองการเมืองไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในอดีตพระมหากษัตริย์ก็ต้องเป็นทหาร ซึ่งประเทศชาติจะเข้มแข็งหรือรุ่งเรืองก็ด้วยพระปรีชาของพระมหากษัตริย์ ที่ค้ำจุนด้วยทหาร เพื่อสร้างพระบรมเดชานุภาพ คือความยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์พระองค์นั้น ที่หมายถึงความยิ่งใหญ่และความอยู่รอดของชาติโดยส่วนรวมอีกด้วย ทั้งนี้ทหารก็มีส่วนสำคัญในการค้ำจุนราชบัลลังก์ ที่หมายถึงความมั่นคงของชาติมาโดยตลอด ทหารจึงถือเป็นหน้าที่ที่จะปกป้องประเทศชาติ ไม่เพียงแต่การป้องกันและต่อสู้กับศัตรูผู้รุกราน แต่รวมหมายถึงความอยู่รอดของประเทศ ถ้าหากจะมีภัยถึงองค์พระมหากษัตริย์ หรือความแตกแยกร้าวฉานภายในประเทศ ดังที่ทหารได้ทำมาแม้จะไม่ได้ปกครองด้วยอำนาจของพระมหากษัตริย์นั้นอีกแล้ว

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ทหารก็ได้เป็นแกนนำในการล้มล้างอำนาจของพระมหากษัตริย์ ก็ยิ่งทำให้ทหารรู้สึกว่าพวกเขาคือกลุ่มอำนาจที่สำคัญที่สุดในสังคมไทย ดังนั้นเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ทหารก็จะถือเป็น “หน้าที่” ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา ดังที่เราได้เห็นการทำรัฐประหารของทหารในทุกครั้งดังกล่าว โดยเฉพาะในการทำรัฐประหาร 2-3 ครั้งหลัง ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา ที่ทหารได้อ้างความล้มเหลวของระบบรัฐสภา ที่สร้างความขัดแย้งวุ่นวาย และระบุว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเหล่านั้น คือตัวปัญหาและเป็นอันตรายต่อประเทศไทย

คนที่เติบโตมาในระยะ 30 ปีที่ผ่านมานี้ คงจะได้เห็นภาพที่ประชาชนเอาดอกไม้ไปปักที่ปากกระบอกปืนของทหาร หรือเอากระเช้าไปขอบคุณผู้นำทหาร ภายหลังที่มีการทำรัฐประหารใน 3 ครั้งหลังนี้ ผู้เขียนจำได้ว่า ในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 สื่อต่าง ๆ พากันพาดหัวว่า ประชาชนไชโยโห่ร้อง ดีใจที่ทหารเข้ามาปราบบุฟเฟต์คาบิเนต ที่นักการเมืองในยุคนั้นโกงกินกันอย่างมูมมาม ทั้งยังชื่นชมทหารอย่างมากที่ได้เข้ายึดทรัพย์นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 15 คน (ซึ่งภายหลังก็ยึดทรัพย์ได้แค่บางคน) อีก 15 ปีต่อมาในการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ก็ปรากฏภาพของประชาชนจำนวนมากพากันเอาดอกกุหลาบไปปักที่กระบอกปืนของทหาร ที่ยืนรักษาการณ์อยู่ตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ รวมถึงที่เอาไปปักที่ปลายกระบอกปืนบนรถถังที่จอดอยู่หน้าพระบรมรูปทรงม้านั้นด้วย และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คนไทยก็พากันดีใจที่เห็นนักการเมืองถูกทหารรวบตัวไปปรับทัศนคติ รวมถึงที่ชื่นชมคณะทหารในการนำเสนอเรื่องการปฏิรูปการเมือง(ที่ยังทำอะไรไม่ได้จนมาถึงปีที่ 8 นี้) และกำจัดนักการเมืองเลว ๆ

ผู้เขียนเคยวิเคราะห์ไว้ว่า การที่ทหารเข้ายึดอำนาจแต่ไม่สามารถจะทำอะไรได้ดังที่มุ่งหวัง (หรือที่สร้างภาพและให้สัญญากับประชาชนไว้) ก็เนื่องจากทหารเกิดความไม่มั่นใจว่า ควรจะปล่อยอำนาจหรือวางมือเมื่อไหร่ดี เช่น ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ควรจะออกจากอำนาจไปเลยหรือไม่ ซึ่งกรณีของคณะทหารที่เรียกว่า คสช.นี้ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ “ภาวะพะวักพะวง” ดังกล่าว

ถ้าท่านทั้งหลายยังจำได้ ผู้นำทหารชุดนี้ได้ทำอะไรที่สร้างความหวังให้กับคนไทยไว้สูงมาก เริ่มจากทำให้คนไทยคาดหวังว่า ทหารจะเอาจริงเอาจังกับการขัดสิ่งสกปรกโสโครกทางการเมืองไทย แล้วก็คงจะสร้างสิ่งดี ๆ ขึ้นได้ เพราะทหารชุดนี้ (คณะ คสช.) คงไม่อยากอับอายขายหน้าเหมือนกับทหารชุดก่อน (คณะ คมช.) ที่ได้ชื่อว่า “ปัสสาวะไม่สุด” เพราะแก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ แต่แล้วทหารชุดนี้ก็ยอม “ทน” ที่จะให้คนด่าว่า เพียงเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลและครองอำนาจต่อไป โดยไม่คิดที่จะกวาดล้างขยะหรือเชื้อโรคร้ายจากนักการเมือง อย่างที่ได้เคยสร้างภาพเป็นความหวังไว้ให้กับคนไทยนั้นแต่อย่างใด แถมยังส่งเสริมนักการเมืองจำพวกนี้ให้ออกมาเพ่นพ่าน สร้างความเดือดร้อนรำคาญและน่าขยะแขยงให้กับคนไทย ทะเลาะกับชาวบ้าน และสร้างความขัดแย้งในสังคม จนทำให้เชื่อไปได้ว่า ทหารต้องการให้นักการเมืองนำเสนอความชั่วร้ายเหล่านั้นออกมาเอง เพื่อที่ผู้คนจะได้เกิดความเปรียบเทียบว่า นักการเมืองนั้นเลว แต่ทหารไม่ได้เลว จนเกิดการเลือกในใจผู้คนที่จะชื่นชมทหาร เพราะถึงทหารจะยึดอำนาจหรือทำอะไรไม่สำเร็จ แต่ก็ดีกว่านักการเมืองที่ก่อความวุ่นวาย ทำสิ่งที่น่ารังเกียจ และเป็นคนชั่วร้ายมากกว่า เข้ากรณี “ว่าแต่เขา อิเหนาแย่ยิ่งกว่า”

เช่นเดียวกันกับที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี ปลดรัฐมนตรีออก 2 คนเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ผู้คนก็พากันกระดี๊กระด๊าไชโยโห่ฮิ้ว ชื่นชมว่าพลเอกประยุทธ์มีความเข้มแข็งเด็ดขาด จนสื่อจำนวนหนึ่งบอกว่าพลเอกประยุทธ์ได้เรียกศรัทธาคืนมาได้แล้ว ซึ่งถ้าใครไม่ได้อ่านย่อหน้าข้างต้น ก็อาจจะเคลิ้ม ๆ หลงเชื่อ แล้วให้อภัยพลเอกประยุทธ์ แต่สำหรับคนที่เชื่อในทฤษฎี “ให้มันยุ่งเข้าไว้” ที่ผู้เขียนเคยอธิบายไว้ตั้งแต่ที่มีการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ว่าทหารอาจจะมีความตั้งใจที่จะปล่อยให้รัฐสภาเละ ๆ เทะ ๆ ไปอย่างนี้ เพื่อดันทหารให้แพลมหน้าโผล่หัวขึ้นมาเหนือซากนักการเมืองเน่า ๆ ทั้ง ๆ ที่ทหารก็ร่วมในกระบวนการ “ทำให้เน่า” นั้นอยู่ด้วย คือยิ่งนักการเมืองทะเลาะเบาะแว้งโกงกินกันเท่าไหร่ ทหารก็จะดูสวยงามและ “น่ารัก” กว่าบรรดา “ปลาร่วมข้อง” ซึ่งก็คือนักการเมืองที่ชอบประจานตัวเองเหล่านั้น

คอยดูนะ ถ้าในการโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันศุกร์ที่ผ่านมา (ขณะที่เขียนบทความนี้เป็นตอนเช้าของวันศุกร์ที่จะมีการโหวตรับหรือไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงยังไม่ทราบผลคะแนนโหวต) ถ้ามีคะแนนเสียงไม่พอที่จะผ่านร่างแก้ไข นั่นก็คือจะต้องกลับไปใช้รัฐธรรมนูญเดิมดังที่เคยใช้มา ที่ให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว และยังคงต้องเอาคะแนนทุกคะแนนมานับรวมกัน เพื่อให้ได้ ส.ส.จากบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค อย่างที่คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กล่าวไว้ว่า “ไม่ให้มีคะแนนตกน้ำ” ทั้งนี้คนที่เกาะกุมอำนาจอยู่นี้ก็จะได้มีอำนาจครอบงำพรรคการเมืองทั้งหลายอยู่ต่อไป เพื่อหล่อเลี้ยง “น้ำเน่า” ให้คงท่วมเต็มรัฐสภาไทยนี้ดังเดิม

“ดู ดู้ ดู ดูเขาทำ” คงต้องนั่งร้องเพลงนี้อีกเหมือนตอนที่ต่อสู้กับระบอบทักษิณเมื่อ 15 ปีก่อนนั้น