สถาพร ศรีสัจจัง

ภายใต้นโยบายลดความตึงเครียดของปฏิบัติการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ที่อาจถือได้ว่าเป็น “วาทกรรม” สำคัญของ “รัฐ” ยุคที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลแรงกดดันของ “โคโรนาไวรัส” สกุล “โควิด-19” ที่ต้องทำให้ประชาชนอย่างเราๆ (ที่ร่างกายเต็มไปด้วยโรคที่ถ้าเกิดติดเชื้อ “โควิด-19” แล้วก็ “แน่นิ่งกว่าแช่แป้ง” ว่าต้องนอนคว่ำใส่ท่อหายใจอย่างแน่นอน ส่วนจุดท้ายสุดว่าจะตายหรือไม่ตายนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ พระเจ้า หรืออะไรก็ตามที่บนบานให้ช่วยชีวิตเอาไว้ (ประสาคนไทยรุ่นเก่า) ทำให้ได้พบ “พรรคพวกเก่า” บางคนที่ไม่ได้พบมานาน เพราะการประกาศ “ให้เดินทางข้ามจังหวัดได้ถ้าจำเป็น” ทำให้ตัดสินใจไปร่วมทำบุญงานศพมิตรสหายเก่าแก่บางท่านในพื้นที่ป่าภูเขา ซึ่งเป็นต้นน้ำของลุ่มทะเลสาบสงขลา

และในงานนี้เองที่ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับ “มิตรเก่า” คนนั้น มิตรเก่าที่เคยดำรงสถานะทางสังคมที่หลากหลาย ทั้งที่สำคัญมาก สำคัญปานกลาง สำคัญน้อย และ(อาจ)ไม่สำคัญ

คือมิตรท่านนี้เคยดำรงตำแหน่งอัน “ทรงเกียรติ” (เห็นมีการต่อท้ายด้วยคำนี้ทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงตำแหน่งดังกล่าวในรัฐสภาไทย)เป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” สังกัดพรรคการเมืองเก่าแก่ (มาก) บางพรรค ของบางจังหวัดแถบลุ่มทะเลสาบสงขลา ถึง 3 สมัยต่อเนื่องกัน ภายหลังฟังว่าเป็นเพราะ “แรงกดดันทางการเมือง” จาก “ผู้ใหญ่กว่า” ในพรรค และเพราะปัญหาสุขภาพ จึงทำให้จำต้อง “สละที่นั่ง ส.ส.” ให้กับบางใครที่รอ “เสียบ” อยู่อย่างกระเหี้ยนกระหือรือ!

สถานะก่อนที่จะก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรของมิตรเก่าท่านนี้ มีตำแหน่งเป็น “ครูน้อย” ในโรงเรียนประชาบาลแถบชนบท(แท้ๆ) ของจังหวัดดังกล่าว นอกจากสถานะดังกล่าวแล้วยังมีงานที่เจ้าตัวนิยมปฏิบัติเป็นประจำด้วยแรงรักชอบเป็นส่วนตัวนั่นคือการเขียน “บทกวี” (ชาวบ้านเรียกว่า “เป็นนักกลอน”)

สถานะหลังสุดของเขานี่แหละที่ทำให้ได้รู้จักคบหาเป็นมิตรสหายกันมา!

จำได้ว่านับตั้งแต่เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนเขาเลิกเป็น ยาวนานมากระทั่งถึงปัจจุบัน ก็ไม่เคยได้พบปะเสวนากับเขาอีกเลย รวมเวลาถึงกว่า 3 ทศวรรษเข้าแล้ว พบเจอครั้งนี้จึงต่างฝ่ายต่างก็ดีใจ และพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติสนุกสนานมากมายเป็นพิเศษ

ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ก็คือ ตอนหนึ่งมีการพูดคุยกันถึงงานเขียนของนักเขียนรางวัลโนเบลชาวอียิปต์คนนั้น นากิบ มาห์ฟูซ! (เขาเป็นนักอ่านวรรณกรรมตัวยง) และกรณีที่คุยกันมากที่สุดก็คือเรื่อง “กลางฝูงหมา”!

ลืมบอกไปว่านอกจากจะมีสถานะอันหลากหลายแล้ว สิ่งที่รู้ๆกันอีกประการหนึ่งก็คือ เขาเป็นปราชญ์ท้องถิ่น ที่แตกฉานเชี่ยวชาญด้าน “คติชนวิทยา” หรือ “วัฒนธรรมพื้นบ้าน” ของชาวภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง

จาก “กลางฝูงหมา” ของนากิบ มาห์ฟูซ เขาโยงไปถึงเรื่องราวการเมืองไทยในปัจจุบัน ทั้งนอก และในสภาฯ ตอนหนึ่งเขาบอกว่า พอได้ออกมานั่งดูอยู่ “นอกวง” (หมายถึงวงนักการเมือง) อย่างที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้ ทำให้เห็นชัดขึ้น เมื่อถามว่า เห็นอะไรชัดขึ้นหรือ? เขาตอบทันทีว่า “คุณจำสำนวนปักษ์ใต้บ้านเราได้หรือเปล่าที่ว่า “บัดกันเหมือนหมา!”

โดยไม่รอคำตอบ เขาอธิบายต่อตามลักษณะของผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญทันทีว่า พ่อแม่และผู้ใหญ่ปักษ์ใต้เราจะก่นด่า เวลาลูกหลาน หรือ ญาติมิตรกลุ่ม หรือพวกเดียวกันทะเลาะกันว่า “บัดกันเหมือนหมา” (คือเหมือนเดรัจฉานที่ไม่มีวัฒนธรรม คำ “บัด”ในภาษาถิ่นใต้หมายถึงการขบกัดกันของสุนัข) และ มักด่าคนนิสัยไม่ดี ชอบทำสิ่งชั่วๆว่า “สันดานหมาๆ” ชาวใต้ (ในอดีต?)มักจะสั่งสอนห้ามปรามลูกหลานญาติมิตรอยู่เสมอๆว่า “อย่าคบพวกหมาๆ/อย่าไปอยู่กลางพวกหมาๆ” หรืออะไรทำนองนี้

เขาบอกอีกว่า ตอนนี้พฤติกรรมของคนในสังคมไทย ตั้งแต่ในรัฐสภาจนถึงกลางถนนหนทางดูเหมือนจะออกอาการ “บัดกันเหมือนหมา” ให้เห็นบ่อยๆ และมากขึ้นทุกทีๆ เมื่อถามว่ามันเหมือนที่ตรงไหน? เขาตอบยิ้มๆ และหัวร่อร่วนตามนิสัยว่า ก็เหมือนตรงที่ พอมีเศษกระดูกหรือเศษอาหารโยนลงมากลางวง ก็แย่งก็ “บัด” กันแบบเอาเป็นเอาตาย เพื่อแย่งเศษกระดูกพวกนั้น..ไม่เห็นจะต่างกับหมาที่ตรงไหน..

เขา “เล่นใหญ่” แบบ “ปราชญ์ชาวบ้านและนักการเมืองเก่าผู้คร่ำหวอดต่อไปว่า เมืองไทยเราตอนนี้ก็เหมือนเศษกระดูก ส่วนที่เป็นเนื้อหนัง ถูกพวกทุนนิยมจักพรรดินิยม เถือไปหมดตั้งนานแล้ว กลุ่มนักการเมืองที่แบ่งกลุ่มแบ่งพวกทะเลาะขัดแย้งกันอยู่ก็เหมือนกับสำนวนชาวบ้านที่เขาว่ากันนั่นไง...ที่ว่าเป็นพวก “หมาหวงก้าง” นั่นแหละ เพราะถ้าเป็นปลา ตอนนี้เมืองไทยก็เหลือแต่ก้างแล้วละมั้ง....

เขายกเปรียบ “นักการเมืองไทย” กับสำนวนชาวบ้าน ที่ฟังดู “ร้ายๆ” อีกหลายสำนวน แบบยากที่เอามาเล่าได้หมด พอถูกถามว่า ตัวเองก็อยู่ในรัฐสภาไทยมานาน เชื่อและเห็นบ้างหรือเปล่า ว่าพรรคการเมืองหรือนักการเมืองไทยยุคใหม่ตอนนี้ พอจะมี “พรรคที่ดีหรือคนที่ดี/พรรคหรือคนที่เห็นแก่ราษฎร/ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม/ไม่คดโกงฉ้อฉล ฯลฯ จะเกิดขึ้นได้บ้างไหม?” เขาหัวร่อเสียงดังแล้วตอบสั้นๆด้วยวาทกรรมแบบชาวบ้านปักษ์ใต้ว่า “ให้เชื่อว่าหมาจะเลิกกินขี้ดูจะง่ายกว่า!”

และพอถามทิ้งทวนก่อนจะแยกจากกันว่า “แล้วท่านนายกฯลุงตู่ละตอนนี้ท่านจะอยู่ยังไง?” เที่ยวนี้ท่านกวีชาวบ้านอดีตส.ส. 3 สมัย หัวร่อเสียงก้องไปทั้งหมู่บ้านแห่งหุบเขาพร้อมกับตอบเสียงดังๆว่า “ก็..ก็ อยู่กลางฝูงหมาไง!!!!”