พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์

เคยมีเพื่อนจากเมืองไทยถามผมว่า วัฒนธรรมอเมริกันมีภาษาท้องถิ่น เหมือนที่เมืองไทยมีภาษาปักษ์ใต้ ภาษาล้านนา ภาษาอีสาน หรือภาษาสุพรรณ ราชบุรี เพชรบุรีประจวบฯ ที่สำเนียงออกเหน่อๆ หรือไม่?

“มีครับ” และถือเป็นเรื่องปกติของอเมริกันชนที่นี่ ท่ามกลางความหลากหลายของเชื้อชาติของผู้คนในอเมริกากว่า 300 ล้านคน ที่สำคัญคือ จากความแตกต่างหลากหลายดังกล่าวนี้เองถูกมองว่าการที่อเมริกันแต่ละคนพูดด้วยสำเนียงภาษาที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องปกติธรรมดา

ไม่นับรวมคนสำเนียงภาษาจากคนกลุ่มน้อย (minority groups) เชื้อชาติต่างๆ อีกนับร้อย เช่น จีน เกาหลี ไทย ฟิลิปปินส์ เม็กซิกัน ลาติโน(สแปนนิช) อินเดียน (จากอินเดีย) อาร์มีเนียน ฯลฯ ซึ่งต่างก็มีสำเนียงการพูดที่แตกต่างกันออกไป

การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงแปร่งๆ ของแต่ละบุคคลเป็นเรื่องปกติของสังคมอเมริกัน โดยไม่มีการดูถูกดูแคลนว่า นี่พูดไม่ภาษาอังกฤษไม่ชัด ไม่ถูกต้อง ภาษาก็คือภาษาตราบเท่าที่สามารถสื่อสารกันรู้เรื่อง รู้ความหมายว่าต้องการอะไร อย่างไร ก็เป็นอันใช้ได้

เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่เคยเดินทางไปอเมริกา จึงไม่ต้องวิตกว่าจะสื่อสารกับคนอเมริกันไม่รู้เรื่อง เพราะมีคนจำนวนมากในอเมริกาที่สื่อสารภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง คนไทยในอเมริกาเองประมาณว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ก็สื่อสารกับฝรั่งไม่ได้ แต่ก็อยู่กันมาได้

ที่พูดมาไม่ได้หมายความว่า ไปอยู่อเมริกาแล้ว ไม่จำเป็นต้องสนใจ ขวนขวายศึกษาเรื่องภาษา การสนใจศึกษาขวนขวายเรื่องภาษา เป็นเรื่องดีในตัวอยู่แล้ว

แต่การดูถูกใครว่าพูดภาษาไม่ได้เรื่อง สำเนียงไม่เอาไหน ไม่เป็นสาระสำคัญของการใช้ชีวิตในอเมริกา (เหมือนที่สมัยหนึ่งนักการเมือง/ผู้นำประเทศ ตัวแทนของชาวบ้านในรัฐบาลหนึ่งของเมืองไทยถูกดูถูกดูแคลนว่าไร้ซึ่งสำเนียงอังกฤษในการสนทนากับแขกบ้านแขกเมือง)

เพราะตราบเท่าที่ใครก็ตาม สามารถสื่อสารกับคนอื่นๆ เข้าใจได้ ก็พอเพียงสำหรับการดำรงชีวิตในดินแดนแห่งนี้ได้แล้วตามสมควร

เพราะส่วนใหญ่ ในอเมริกาเอง ไม่มีใครถือสาหาความกับสำเนียงการพูด (accent)!! ที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน

การใช้ภาษาในอเมริกาโดยทั่วไป ในชีวิตประจำวัน จึงไม่ได้หมายรวมถึงการใช้ภาษาพูด หรือภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว หากแต่หมายถึงการใช้ปฏิภาณไหวพริบในการสื่อสาร เพื่อให้คนที่สื่อสารด้วย สามารถเข้าใจสิ่งที่ตนเองต้องการสื่อได้ เช่น อาจใช้ภาษากายหรือภาษาใบ้ เป็นตัวช่วยให้การสื่อสารประสบความสำเร็จ คนที่สื่อสารด้วยเกิดความเข้าใจ ทั้งคนที่เก่งทางด้านภาษาเองก็มิใช่ว่าจะเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเสมอไปก็หาไม่

เพียงแต่ภาษาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้การสื่อสารเป็นไปด้วยดีเท่านั้น และในปัจจุบันคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกามานานหลายสิบปีก็ใช่ว่าจะสามารถสื่อสารกับฝรั่งอเมริกันรู้เรื่องทุกคน

ขึ้นกับประสบการณ์ สถานการณ์ การทำงานหรืออาชีพ และความสนใจศึกษาภาษา (อังกฤษ) ของแต่ละคน เช่น คนไทยที่ทำงานในครัวไทย ไม่มีโอกาสเจอกับคนภายนอก (ลูกค้าฝรั่ง) มากนัก โอกาสในการใช้ภาษากับคนทั่วไปก็พลอยลดน้อยไปด้วย

นอกจากนี้ เรื่องของการใช้ภาษาในอเมริกายังมีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เมื่อผู้คนอเมริกันเองที่มาจากแต่ละภูมิภาคต่างก็พูดด้วยสำเนียงที่แตกต่างกัน เช่น สำเนียงนิวยอร์คเกอร์ จากรัฐนิวยอร์ค สำเนียงเท็กซัส สำเนียงเซ้าท์/นอร์ธแคโรไลน่า (Southern American) ในเขตนี้ก็มีสำเนียงอีกแบบหนึ่งหรือเรียกว่า “สำเนียงคาวบอย” (เหน่อแบบฉบับอเมริกันบ้านนอก) ซึ่งฟังไม่ง่ายนักหากไม่คุ้นชิน

แตกต่างจากสำเนียงของผู้คนแถวแคลิฟอร์เนียหรือรัฐอื่นๆ เพราะฉะนั้นจะสื่อสารได้อย่างเข้าใจ ผู้สื่อสารจะเป็นต้องมีทักษะ หรือประสบการณ์ในการสื่อสารที่หลากหลายมาพอสมควร

แต่ถึงกระนั้น การสื่อสารในแบบฉบับหรือตามอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล ก็เป็นเรื่องปกติในสังคมอเมริกัน หมายถึงว่า สังคมที่นี่ยอมรับกันโดยวัฒนธรรม โดยไม่ได้ดูถูกว่า เอ้ย หมอนี่พูดสำเนียงไม่ถูกต้อง พูดไม่ได้เรื่อง หากคุณพอพูดได้ก็จงพูดไปเหอะ ใช้ภาษาใบ้ไปด้วยก็ได้ ไม่ว่าจะพูดกับใคร มีตำแหน่งแห่งหนขนาดไหน กระทั่งพูดกับ สส. สว. รัฐมนตรี หรือผู้พิพากษาก็ตาม

ขืนไปดูถูกและเอาประเด็นเรื่องสำเนียงภาษามาข่มกันประเดี๋ยวก็กลายเรื่องการทำผิดกฎหมายกลาง (federal laws) ก็เป็นได้ ตามกฎหมายห้ามดูถูกในเรื่องเชื้อชาติ (Discrimination laws) ซึ่งมีโทษค่อนข้างแรง อเมริกันส่วนใหญ่จึงใส่ใจหรือคำนึงถึงในประเด็นนี้จนกลายเป็นวัฒนธรรม

ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของอเมริกันชนก็จริง แต่ก็ใช่ว่า คนที่สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ จะมีชีวิตต่ำค่าหรือด้อยกว่าคนที่สื่อภาษาอังกฤษได้ดีหรือรู้เรื่อง ภาษาจำเป็นในการสื่อสารแต่ภาษาไม่ได้เป็นเครื่องมือแยกชนชั้นในอเมริกา ความเท่าเทียมกันในแง่การใช้ภาษาถูกกำหนดไว้โดยกฎหมายอเมริกัน

นอกเหนือไปจาก การที่รัฐกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่นก็ตาม ต้องสนับสนุนหรือให้ความสะดวกทางด้านภาษาแก่ผู้คนหรือพลเมืองอเมริกันเชื้อชาติต่างๆ เท่าที่สามารถทำได้ เช่น ในรัฐแคลิฟอร์เนียแถบเมืองแอล.เอ. ที่รัฐบาลท้องถิ่นอำนวยความสะดวกทางด้านภาษาให้กับผู้ที่สอบใบขับขี่ ด้วยการพิมพ์หรือออกข้อสอบเป็นภาษาไทยและภาษาต่างๆ อีกหลายภาษาให้คนไทยและคนเชื้อชาติต่างๆ สะดวกในการสอบในภาษาของตนเอง เวลาไปสอบใบขับขี่คนไทยแถบแอล.เอ.เคาน์ตี้ที่ไม่รู้หรือไม่คล่องภาษาอังกฤษก็สะดวกสบายขึ้น สามารสอบข้อเขียนภาษาไทยในห้องสอบของ DMV (Department of Motor Vehicles) ตามเมืองต่างๆ ในแถบนี้ได้

เป็นการอำนวยความสะดวกหรือให้บริการด้านภาษาของสังคมอเมริกัน ที่มาจากรากฐานการเคารพในความเท่าเทียมกันทางภาษาและเชื้อชาติ หลักฐานนี้ปรากฏอยู่ในกฎหมายอเมริกัน คนพูดเหน่อ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกับคนพูดไม่เหน่อหรือคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งหลักการนี้รวมอยู่ในหลักการแห่งหลักสิทธิมนุษยชนของอเมริกัน

ดังนั้น โดยทางการแล้ว ในอเมริกา จะเอาการสื่อภาษาอังกฤษได้หรือไม่ได้มาข่มหรือมาดูถูกกันไม่ได้ ไม่ว่าโดยวิธีการใดก็ตาม รัฐมีหน้าที่สนับสนุนด้านภาษาและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเพื่อให้เข้าถึงบริการของรัฐทุกประเภท โดยไม่ได้มีข้อยกเว้นว่าประชาชนจะต้องสามารถใช้ภาษาได้หรือใช้ไม่ได้

ทั้งหมดที่กล่าวมามิได้หมายความว่า การรู้ภาษาจนสามารถสื่อสารได้ จะไม่มีประโยชน์ เพราะรัฐตามใจ เอาใจสารพัด การมีความรู้ภาษากลางคือภาษาอังกฤษนั้นมีประโยชน์ในตัวของมันเองอยู่แล้ว บุคคลที่อยู่ในอเมริกาไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใดก็ตามจึงต้องขวนขวายเรียนรู้ และในส่วนนี้รัฐก็มีมาตการหรือนโยบายส่งเสริมเช่นเดียวกัน

อย่างน้อยก็ การเรียนฟรีในโรงเรียนผู้ใหญ่ หรือ Adult School ตามเมืองต่างๆ นั่นไง ที่เขาไม่ได้สอบถามที่มาที่ไป หรือเรื่องส่วนตัวของผู้เรียนแต่อย่างใด รับเข้าเรียนแทบทั้งหมด