ในช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19ใหม่รายวัน มีการปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจากหลักพันคนต่อวัน กลายเป็นหลักหมื่นคนต่อวัน และมีการออกมาตอกย้ำจากทางศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19 ) หรือ ศบค. ที่ว่า หากไม่ทำอะไร ปล่อยให้มีการติดเชื้อไปเรื่อย ๆ จะเกิดการติดเชื้อรายวันถึงกว่าสามหมื่นคนต่อวัน

จึงเป็นปัญหาอันเลวร้ายที่รัฐบาลลุงตู่ต้องเร่งสกัดกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันเกิดขึ้นอย่างที่คาดการณ์!

ทั้งนี้จึงเป็นที่มาของการที่รัฐบาลได้ประกาศออกตามมาตรา 9 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 ฉบับที่ 28 ซึ่งประกาศไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา เนื้อหาสาระสำคัญ อาทิ มีการประกาศพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดจากเดิม 10 จังหวัด เป็น 13 จังหวัด เพิ่ม จ.ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ควบคุมสูงสุดจากเดิม 24 จังหวัด เป็น 53 จังหวัด พื้นที่ควบคุมจาก 25 จังหวัด เป็น 10 จังหวัด พื้นที่เฝ้าระวังสูงจาก 18 จังหวัดเป็น 1 จังหวัด คือ จ.ภูเก็ต ส่วนพื้นที่สีเขียวจะไม่มีเลย

ส่วนมาตรการควบคุมที่เพิ่มความเข้มงวดกว่าเดิม อาทิ ห้ามออกนอกเคหสถาน เวลา 21.00-04.00 น. ยกเว้นบุคคลที่ได้รับอนุญาต ลดการเดินทางในพื้นที่และงดการเดินทางข้ามจังหวัด เว้นแต่การเดินทางเพื่อซื้อเครื่องอุปโกคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การพบแพทย์ การรับวัคซีน ให้ WFH 100% ทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ และให้เอกชน WFH เต็มขีดความสามารถ จำกัดจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการไม่เกิน 50 % ของความจุ ของผู้โดยสารสำหรับยานพาหนะแต่ละประเภท และทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ห้ามจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจำนวนมากกว่า 5 คน

ร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ห้ามทานในร้าน+take away เท่านั้น เปิดได้ถึง 20.00 น. ห้าง/ศูนย์การค้า/คอมมูนิตี้มอลล์ เปิดได้เฉพาะแผนก ซูเปอร์มาร์เก็ต ยาและเวชภัณฑ์ และพื้นที่การให้บริการฉีดวัคซีนหรือบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่นๆ ของภาครัฐ เปิดได้ถึง 20.00 น. โรงแรม เปิดได้ปกติ งดกิจกรรมจัดการประชุม การสัมมนา หรือการจัดเลี้ยง ร้านสะดวกซื้อ และตลาดสด ปิดตั้งแต่ 20.00-04.00 น. โรงเรียน/สถานศึกษา/สถาบันการศึกษา เรียนผ่านระบบทางไกล งดใช้อาคารในการเรียนแบบ ON-SITE เป็นต้น

ด้านภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการประกาศควบคุมพื้นที่การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่าง “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยประชุมร่วมกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทใหญ่กว่า 40 บริษัท จากทุกกลุ่มธุรกิจของไทย เพื่อหารือถึงการล็อกดาวน์ประเทศ ควรจะล็อกดาวน์ในลักษณะใด อย่างไร ผลกระทบต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จะเจ็บแต่จบ หรือเจ็บแต่ไม่จบ รวมทั้งจะเสนอวิธีการทำอย่างไรไม่ให้ระบบสาธารณสุขของไทยล้มเหลว ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลกันมาก

“การที่ภาครัฐยกระดับมาตรการควบคุมที่จะเกิดขึ้นในช่วง 14 วันนี้ ประเมินว่าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 50,000 – 100,000 ล้านบาท (ประมาณ 3-5 พันล้านบาทต่อวัน) ซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องใช้เม็ดเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการควบคุมการระบาด และมาตรการเยียวยาที่จะต้องออกมาควบคู่กันซึ่งต้องเร่งการใช้เงินกู้ที่เตรียมไว้ 5 แสนล้านบาทออกมาใช้ช่วงนี้”

ด้าน “นายธนวรรธน์ พลวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การล็อกดาวน์จะส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่ทราบว่ารัฐบาลจะล็อกดาวน์หรือไม่และอย่างไร แต่จากบทเรียนการล็อกดาวน์รอบแรกในปี 63 สร้างความเสียหายในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 200,000-300,000 ล้านบาท ทำให้เม็ดเงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจทั้งปี 63 มากถึง 900,000 ล้านบาท และทำให้เศรษฐกิจไทยปี 63 ติดลบ 6.1% หากรัฐบาลประกาศล็อกดาวน์ 1 เดือน ความเสียหายจะตกประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วยว่าจะยืดเยื้อหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าหากรัฐบาลจะล็อกดาวน์ ต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย โดยเห็นว่า โครงการคนละครึ่ง เหมาะสมที่สุด เพราะจะช่วยทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และหากรัฐบาลจะเติมเงินเพิ่มก็ยิ่งดี นอกจากนี้ หากจะนำโครงการเราชนะ หรือ ม.33เรารักกัน มาเพิ่มเติมได้ก็จะดี โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 0-1% จากเดิมที่คาดไว้ 0.6-1.2% แต่ยังไม่รวมความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกรณีที่รัฐบาลจะล็อกดาวน์อีก

เช่นเดียวกับ “นายสุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 นี้ ค่อนข้างหนักหน่วงกว่าระลอกแรก มีความกังวลค่อนข้างมาก เพราะมีจำนวนผู้ติดเชื้อสูง เบื้องต้น ประเมินผลกระทบครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ชะลอตัวไปอย่างน้อย 1 เดือน และหากยังไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ จะเกิดความเสียหายลุกลามต่อไปเดือนละ 1 แสนล้านบาทแน่นอน ซึ่งประเมินว่า ภาคบริการได้รับความเสียหายมากที่สุด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเสียหายบางส่วน เพราะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก ปรับตัวดีขึ้นจากเศรษฐกิจโลก ที่เริ่มมีการฟื้นตัว โดยเฉพาะจีน และสหรัฐอเมริกา

จึงกลายเป็นงานชิ้นสำคัญของรัฐบาล “ลุงตู่” ที่จะแก้วิกฤติเศรษฐกิจจากความเสียหายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้!!!

และการยกระดับความเข้มข้นในการควบคุมประชาชน หรือ ล็อกดาวน์พื้นที่ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายว่าจะ “เอาอยู่หรือไม่”

อีกทั้งกูรูทางเศรษฐกิจต่างฟันธงความเสียหายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และประกาศล็อกดาวน์ 14 วัน มีความเสียหายคิดเป็นมูลค่านับแสนล้านบาท

สุดท้ายเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาว่าจะจบอย่างไร!?!