ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“การเดินไม่ใช่แค่การออกจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง...หากเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง”

“การก้าวเดินที่แท้...คือย่างก้าวแห่งจิตวิญญาณของชีวิต มันผูกพันกับสัญชาตญาณอันล้ำลึกแห่งการปลุกตื่นทรรศนะอันมีค่าต่อการดำรงชีวิตอยู่ที่สถาพรและคงมั่น ผ่านการเรียนรู้บทเรียนชีวิต ด้วยการหยั่งรู้ถึงเนื้อในแห่งปัญญาญาณ ผ่านการทดสอบอันล้ำลึกของการใคร่ครวญ...

แน่นอนว่า... สิ่งต่างๆบนโลกนี้ล้วนมีภาพแสดงที่เป็นนัยความหมายของตัวตน ไม่ว่าจะเป็นด้วยความรู้สึกนึกคิดหรือการกระทำตามนัยใดนัยหนึ่งก็ตาม...เหตุนี้..ความเป็นไปในแต่ละบทตอนของโลกจึงส่งผลต่อการรับรู้ในรู้สึกเสมอ ..เมื่อเราต่างได้ขยายและขับเคลื่อนตัวเองไปเบื้องหน้าอย่างจริงจังแท้จริง...นั่นคือ เหตุแห่งภาวะสำนึกที่เชื่อมโยงชีวิตต่อชีวิตเข้าด้วยกันด้วยความเจิดกระจ่างบนวิถีแห่งความเข้าใจโลกอย่างพินิจพิเคราะห์...”

“ก้าวเดิน”(Walking:One Step At a Time)หนังสือแห่งคุณค่าของการหยั่งรู้จากภายนอกสู่ภายใน และ จากภายในสู่ภายนอกของ “อาร์ลิง คอกเก” Erling Kragge) ชาวนอร์เวย์...นักเขียนคนแรกที่ออกเดินมุ่งสู่ขั้วโลกใต้คนเดียว ภายใต้วิถีสำนึกที่ว่า.การเดินจะสามารถเปลี่ยนแปลง ชีวิต ความคิด และอารมณ์ของมวลมนุษย์ได้...อีกทั้งมันยังสามารถบ่งบอกและชี้ให้เห็นถึง สภาวะที่มนุษย์เป็นอยู่ เป็นมาแล้ว และกำลังจะเป็นไปได้เป็นอย่างดี...นั่นคือโครงสร้างที่แท้แห่งก้าวย่างอันเป็นรูปธรรมของมนุษยชาติ...

“คอกเก” เป็นนักสำรวจ เป็นนักเดินเท้าที่เดินเท้า800ไมล์ไปขั้วโลกใต้โดยลำพัง และยังเดินขึ้นไปสู่เทือกเขาเอเวอเรสต์ ทั้งๆที่แท้จริงเขามีอาชีพและหน้าที่การงานเป็นนักกฎหมาย เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ เป็นนักสะสมผลงานศิลปะ และ ยังเคยเป็นนายแบบโฆษณานาฬิกาRolexด้วย...เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาด้วยการหลอมรวมสภาวะแห่งการก้าวเดินด้วยมิติแห่งจิตกับกายที่เกี่ยวเนื่องถึงกัน

“การเดินทำให้เวลาเชื่องช้าลง ทำให้หยุดเพื่อตระหนักและสังเกตต่อสิ่งรอบตัว เหมือนดั่งเช่น ภูเขาเบื้องหน้าค่อยเปลี่ยนแปลงความงดงามยามเช้า เมื่อเข้าใกล้ ก็เหมือนดั่งเพื่อนสนิทที่ยืนรออยู่ที่จุดหมาย...จงเดินไปทีละก้าวไม่ต้องรีบร้อน การเดินจะประวิงประสบการณ์ชีวิต ช่วยให้เข้าใจธรรมชาติ และตนเองในที่สุด”

ข้อเขียนของ “คอกเก” ..ให้นัยในเชิงประโยชน์ต่อการรับรู้และเรียนรู้สู่ชีวิตในหลายๆแง่มุม...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อการให้พลังงานในเชิงบวกที่สามารถรู้สึกและสัมผัสได้อย่างชัดแจ้ง...ตัวอย่างการพูดถึงความเร็วของโลก ณ วันนี้ที่สื่อให้เห็นจาก...การเคลื่อนตัวของรถไฟฟ้า เครื่องบิน รถยนต์ นานาชนิด...หลายๆขณะมันกลายมาเป็นสิ่งที่แนบชิดกับวิถีแห่งความเป็นปัจเจกของชีวิต...แต่ “คอกเก” กลับเตือนสติผู้ที่มีความเข้าใจเช่นนั้นว่า..ให้พิเคราะห์ถึงความเร็วให้ดี..แล้วเราจะประจักษ์ว่า...”ความเร็วคือศัตรูของความทรงจำ...เพราะการจะกำเนิดความทรงจำขึ้นมาได้นั้นต้องใช้เวลา..ใช้ความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งนั้นๆกับตัวเรา อันเป็นเบื้องต้นของความเข้าใจอันถ่องแท้”

...ความทรงจำจะเกิดขึ้นได้โดยผ่านภาวะนี้...ดังข้อตระหนักที่ว่า...เมื่อเวลาได้หดสั้นลง อย่างเวลาที่เราขับรถจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง...เราจะจำอะไรไม่ได้เลยในระหว่างทาง จนกระทั่งเราเริ่มได้สร้างความผูกพันหรือความสัมพันธ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต..ความทรงจำจึงจะเริ่มก่อตัวขึ้น..

ในขณะที่พวกเราต่างพากันเรียกตัวเองว่า”Homo Sapiens” อันหมายถึง “รู้หรือฉลาดหลักแหลม” แต่ “คอกเก” กลับตระหนักถึงว่า “โฮโม เซเปียน” เป็นสิ่งที่นิ่งงันและไม่เคลื่อนไหว อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่เราต่างเคยคุ้นกับบุคลิกและนิยามของมัน จนเหมือนว่าเราได้อยู่เหนือจากมันแล้ว...เหตุนี้เขาจึงแนะนำให้คนเราเรียกตัวเองว่า..”Homo erectus”.อันหมายถึงว่า..”.เรายังไม่รู้”

มนุษย์จึงเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยังไม่รู้อะไรเลย..ซึ่งเป็นความหมายอันตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง..เหตุผลสำคัญในประเด็นนี้ก็คือว่า..ในความไม่รู้นี่แหละที่จะทำให้เราเปิดกว้าง และดำรงตนเป็นผู้แสวงหาความรู้อยู่เสมอในขณะที่มนุษย์ต่างก้าวย่างไปข้างหน้าอยู่เรื่อยๆ...ซึ่งตรงกันข้ามกับการอยู่นิ่งๆที่ย่อมจะไม่สัมพันธ์กับพัฒนาการของยุคสมัยที่เป็นไปของวันนี้อย่างเห็นได้ชัด

“คอกเก” เกิดเมื่อปี ค.ศ.1963... เดินไปขั้วโลกเหนือเมื่ออายุยี่สิบเจ็ด อีกสามปีต่อมาเขาเดินทางไปขั้วโลกใต้คนเดียวเป็นการเดินทางอย่างต่อเนื่องจำนวน 50 วัน โดยไม่มีวิทยุสื่อสารแต่อย่างใด/..ในอีกปีหนึ่งถัดมาเขาได้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์..ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยการผจญภัยในหลากมิติ..ว่ากันว่า..แม้แต่ท่อระบายน้ำใต้ถนนของมหานครนิวยอร์ค เขาก็เคยลงไปเดินมาแล้ว...ในชีวิตประจำวันเขาเดินวันละหลายกิโลเมตรอยู่เสมอ ทั้งที่เดินไปทำงาน และเดินสำรวจไปในย่านต่างๆของท้องถิ่น...

ชีวิตของเขาผูกพันกับการเดินมาโดยตลอด เขาพูดถึงการเดินของยายที่เป็นต้นแบบแห่งชีวิตการเดินของเขา /พูดถึงบทเริ่มต้นแห่งการเดินของลูกสาวในช่วงหัดเดิน ...เขาเล่าถึงเหล่านักปราชญ์นักคิด..โดยชี้ให้เห็นผลของการเดินว่า..มันช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น..และ.ทำให้เวลาของชีวิตช้าลง

“การเดินไม่ใช่แค่การออกจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หากเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง”

นี่คือภาวะสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่บอกกล่าวถึงปรัชญาความคิดของผู้เขียนที่น่าสืบค้นและศึกษาอย่างยิ่ง มันเกิดจากการตั้งข้อสังเกต และ การสืบค้นถึงรากลึกภายในตัวเองอย่างจดจ่อ สิ่งที่กลายเป็นงานเขียนของ “คอกเก” จึงมีนัยบอกเล่าที่น่ารับฟังและเป็นองค์ความคิดที่ปฏิเสธได้ยากยิ่ง

“ผมอาจคิดไปเองก็ได้ แต่เวลาที่ผมสังเกตเห็นเด็กคนอื่นๆหัดเดิน ผมก็รับรู้ได้เช่นกันว่า การที่ได้รู้จักพบเจอสิ่งใหม่ๆ และความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวเองนั้น...เป็นความสุขที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก การได้วางเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้าเท้าอีกข้างหนึ่งเพื่อออกเอกสารสำรวจโลกและพิชิตมัน ถือเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์”

“คอกเก” ได้ชี้ให้เห็นถึงการเชื่อมโยงว่า การเดินคือวิถีที่สามารถหยั่งลึกเข้าไปในใจของมนุษย์ มันคือโครงสร้างอันเปิดกว้างของการผจญภัยที่ตื่นตระการแห่งชีวิตที่ถือเป็นบทเรียนสำคัญต่อการเผชิญโชคในแต่ละชีวิต

“เมื่อการเดินพาเราสู่ห้วงลึกที่สุดในตัวเอง เข้าไปถึงความเป็นมนุษย์และความหมายของชีวิต”... “คอกเก”..ในฐานะของนักเขียนที่ออกเดินทางไปสุดขอบโลก ย่อมคือ ผู้ที่ค้นพบความลับสำคัญของโลก...การออกเดินทำให้เขาพบรูปแบบแห่งหัวใจตนเอง...อันเป็นส่วนที่เสริมส่งให้หนังสือเล่มนี้ เต็มไปด้วยพลังจากวิธีเล่าเรื่องอันน่าสนใจ ด้วยแนวทางแห่งการค้นหาทั้งโลกภายในและโลกภายนอก

ลักษณะการเขียนของ “คอกเก”...คล้ายดั่งนักปรัชญาผู้ไขว่คว้าและแสวงหาคำตอบของชีวิต ด้วยบทบาทจากการเดินทางแล้วตั้งคำถามเอากับสิ่งต่างๆที่พบเจอ เขาครุ่นคิดไปในมิติต่างๆ ผ่านผู้คน ธรรมชาติแห่งต้นไม้ใบหญ้า รวมทั้ง ลึกลงไปภายในจิตใจของเขาเอง

ค่านิยมในชีวิตผ่านการเดินของเขา...จากบ้านไปสำนักงาน การเดินถอยหลังขึ้นบันได เพื่อฝึกความคิดให้จดจ่อกับปัจจุบันขณะ การเดินเล่นในป่า การเดินขึ้นสู่กระท่อมบนเขาพร้อมกับเพื่อนนักปรัชญา การมุดฝาท่อระบายน้ำลงไปคลานและเดินท่ามกลางอาจมและสิ่งสกปรกที่ตกค้างและซ่อนอยู่.ในนั้น..ทั้งหมดตกอยู่กับการครุ่นคิดของเขาก่อนที่เขาจะเขียนบันทึกถึงสิ่งต่างๆเหล่านั้นออกมาในเชิงปรากฏการณ์ต่อการค้นพบ....มิติของความเป็นปรัชญาก่อตัวจากสิ่งเล็กๆ พัฒนาผ่านการครุ่นคิดสู่มิติของความเป็นเรื่องใหญ่ๆทั้งด้านสังคมและการเมือง...ขยายกว้างไปถึงแบบแผนแห่งวิวัฒนาการของมวลมนุษย์

โดยแท้จริง... “คอกเก” เป็นนักอ่าน..เขาอ่านหนังสือหลากหลายประเภท เขาอ่านเรื่องราวทางการเดินอีกมากมายจากหนังสือแห่งการสร้างสรรค์ของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น นิยาย ข้อเขียน เรื่องเล่า รวมทั้งได้สนทนากับนักเขียนคนอื่นๆ ที่เป็นนักคิด...เหตุนี้ สิ่งที่เขายกขึ้นมากล่าวอ้างไว้ในหนังสือเล่มนี้ในแต่ละบทตอน..จึงเป็นภาวะที่แสดงถึงการครุ่นคิดอย่างจริงจังผ่านวิถีการเดินอันมุ่งมั่นตั้งใจถึงขนาดเป็นความคลั่งไคล้ของเขา

“ก้าวเดิน”ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาที่ง่ายๆ..มันเรียบง่ายและจำกัด ผ่านเรื่องเล็กๆที่การครุ่นคิดได้ขยายกว้างออกไปเป็นเรื่องใหญ่...แต่ที่น่าเสียดายก็คือว่า ณ ปัจจุบัน วิถีแห่งการเดิน และการครุ่นคิดหาคำตอบเช่นนี้ กลับเป็นสิ่งที่ถูกเพิกเฉยจากผู้คนของยุคสมัย ...ความรีบเร่งและกาละโอกาสอันฉาบฉวยฉับพลันกลายเป็นค่านิยมใหม่แห่งปรารถนา ที่ไม่เหลือความทรงจำในการกระทำใดๆที่ลุ่มลึกเอาไว้เลย

“น่าเสียดายที่สังคมในสังคมที่เร่งรีบวุ่นวายอย่างในทุกวันนี้ ความเงียบและการเดินกลายเป็นสิ่งที่คนส่วนมากมีประสบการณ์กับมันน้อยลงเรื่อยๆ แต่เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ฉันเชื่อว่า คุณอยากจะเดินมากขึ้น และใช้ชีวิตให้เหมือน “การเดิน”มากขึ้นเช่นกัน ระหว่างที่ฉันใช้เวลาแปล”Walking” ฉันได้ออกเดินและใช้วิธีการเดินทางอย่างช้าๆ อยู่สองสามครั้ง..สิ่งหนึ่งที่ฉันเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับมัน ก็เหมือนกับที่ “คอกเก” ได้ว่าไว้..นั่นคือวิธีการเดินทางที่เชื่องช้าเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้เราเสียเวลาไป แต่ได้มอบเวลาที่มากมายกลับมา ให้เราต่างหาก และเมื่อเราเลือกนั่งรถไฟเป็นเวลาสิบสองชั่วโมง แทนที่จะนั่งเครื่องบินไปแค่ชั่วโมงเดียว เลือกเดินเป็นเวลาสองชั่วโมง แทนที่จะนั่งรถไปถึงที่หมายภายในไม่กี่นาที เราจะได้สังเกตและเรียนรู้สิ่งเล็กๆน้อยๆต่างๆ ตามรายทางรอบตัว และท่ามกลางความเงียบระหว่างการเดินทางตามลำพังนั้น เราจะได้เวลาอันมีค่ากลับมา เพื่อพูดคุยทำความรู้จักตัวเราเอง”

คำกล่าวของ”ธันยพร หงส์ทอง”ในฐานะผู้แปลหนังสือเล่มนี้...คือภาพแสดงถึงความหมายด้านลึกของหนังสืออันมีคุณค่านี้อย่างเห็นได้ชัด.. มันคือโครงสร้างของการเรียนรู้ผ่าน เบ้าหลอมของการครุ่นคิด ตระหนัก และสังเกตเห็นอันมีคุณค่าต่อการสรรค์สร้างความหมายแก่ชีวิตอันสงบงามและเป็นความสุขแท้จริง

ในนัยแห่งการปฏิบัติ...เราสมควรต้องอ่านภาพรวมแห่งบทแสดงของชีวิตให้ออก ครุ่นคิดและใคร่ครวญถึงรากเหง้าทางจิตวิญญาณของมัน เหมือนเช่นย่างก้าวที่ก้าวเดินอันไม่รู้จบรู้สิ้นในความเงียบงันแห่งใจ...ของพวกเราทุกๆคน..

“การเดินและความเงียบ เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ความเงียบเป็นเงาที่ซ่อนอยู่ ในรูปกายของการเดิน”