กปภ

สถาพร ศรีสัจจัง

ยิ่งนานวันก็ยิ่งให้สงสัยเพิ่มขึ้นทุกทีๆว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธจริงหรือ?,ถ้าจริง มีคนไทยที่เรียกตัวเองว่าเป็น “พุทธศาสนิกชน” สักกี่คน กี่เปอร์เซ็นต์ ที่เรียนรู้อย่างแท้จริงถึง “หลักธรรมคำสอน” ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นที่ “ดีแล้วในเบื้องต้น ดีแล้วในท่ามกลาง และ ดีแล้วในเบื้องปลาย” หนักไปกว่านั้นก็คือ มีสักกี่คนที่นำหลักธรรมดังกล่าวไปแปลผลเป็นภาคปฏิบัติ เพื่อนำพาชีวิตตนให้ดำเนินไปตามเส้นทางสายกลางอันเปี่ยมไปด้วย “สัมมาทิฐิ” ดังคำสอนของพระพุทธองค์

โดยเฉพาะชนชั้นนำผู้กุมอำนาจในการบริหารเพื่อนำพาประเทศ ไปสู่จุดมุ่งหมายที่เปี่ยมสุขทั้งกายทั้งใจของผู้คนในสังคมไทยปัจจุบัน!!

ปรากฏการณ์ “โควิด-19” แสดงสภาพของสังคมไทยอย่าง “ชี้ชัด” อีกครั้งหนึ่งว่า ท่านผู้นำและนักการเมืองผู้กุมอำนาจในการบริหารประเทศทั้งหลาย ล้วนไม่เป็น “พุทธมามกะ” หรือถ้าคิดว่าตัวเองเป็น ความเป็นดังกล่าวก็น่าจะเรียกได้ว่า “เป็นแต่ชื่อ” หรือ เป็นแต่ในนาม คือเป็นเพราะได้รับมรดกตกทอด มาจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายยาย ไม่ได้เป็นเพราะรู้เข้าใจและปฏิบัติชีวิตตามแนวทางในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ในพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาคือพระพุทธเจ้าอันมากมายหลายหลากและเปี่ยมเต็มไปด้วยสัจธรรมในทุกแง่งามของของชีวิตนั้น นับ “ปัจฉิมโอวาท” ของพระองค์ที่ทรงตรัสย้ำเตือนบรรดาพุทธสาวกและอุบาสกอุบาสิกาก่อนจะดับขันธปรินิพพานว่า เป็น "บทสรุปรวบยอด” เกี่ยวกับ “การยังชีวิต”
ที่สมบูรณ์ถูกต้องยิ่ง

พุทธภาษิตบทสำคัญที่ว่า “ปมาโท มัจจุโน ปทัง” ที่แปลบาลีเป็นไทยได้ประมาณว่า “ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย” นั้น มาจากพระพุทธพจน์หรือพระวจนะของพระพุทธเจ้าในปัจฉิมโอวาทนี้เช่นกัน

และพุทธภาษิตบทนี้น่าจะเหมาะสุดสำหรับการนำมาสรุปอธิบายถึงความ “พร่อง” ในการบริหารประเทศในยุค “โควิด-19” ของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา!!

ความชะล่าใจและอาการ “กร่าง” แบบระริกระรี้จากความสำเร็จในการจัดการโรคระบาดใหญ่โควิด-19 ในระยะที่ 1 ที่มีคนติดเชื้อและเสียชีวิตน้อยมาก จนได้รับการชื่นชมยกย่องจากนานาประเทศ ทำให้นายกฯลุงตู่และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง “ระเริง” จนลืมไปว่าเจ้าโรคระบาดใหญ่ที่เป็นเชื้อไวรัสตัวนี้มันไม่มีทางหายไปไหน มันจะปรับตัวกลายพันธุ์มาบุกโจมตีมนุษย์ผู้คิดผิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดได้ตลอดเวลา จึงหละหลวมในการวางแผนตั้งรับไปทุกเรื่อง!

ทำให้ไม่มีการคาดการณ์ ไม่มีการประมาณการ และ วางแผนการ เพื่อ “รับศึก”แบบยั่งยืนในระยะยาวไว้เลย อันนี้แหละที่สะท้อน “ความประมาท” ของท่านผู้นำ และ คณะผู้บริหารชุดนี้ และการปกครองประเทศด้วย “ความประมาท” ที่เป็นปัจฉิมโอวาทสำคัญของพระพุทธองค์นี่แหละ ที่ชี้ว่าทั้งนายกฯลุงตู่และทีมงานบริหาร(โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการฯสาธารณสุข)ล้วนเป็นชาวพุทธแต่ปาก!

จนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ขึ้นในสังคมไทย ที่มีทั้งคนตายคนเจ็บเป็นจำนวนมาก มีความทุกข์ยากของผู้คนที่ระงมโอดโอยกันไปทั้งประเทศ(ที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวพุทธแต่ปาก แต่ในความจริงมักเป็นพวกบูชาลัทธิสุดโต่ง นิยมกิเลส มุ่งบริโภคนิยมแบบไม่มีขอบเขตและจุดสิ้นสุด อันนำไปสู่ความเห็นแก่ตัวและการสร้างสังคมไทยแบบ “ตัวใครตัวมัน” ไร้จริยธรรม ไร้ “อภัยทาน” ฯลฯ อันเป็นผลจาก “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา และได้รับการสืบสานต่ออย่างเอาการเอางานและเอาเป็นเอาตาย จากรัฐบาลชุดนี้อย่างที่เห็นๆ นั่นแหละ)

ข้อมูลยิ่งนานวันก็ยิ่งได้รับการเปิดเผยรายละเอียดบอกเราทุกขั้นตอน ว่าผู้บริหารที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ประมาทเลินเล่อในการวางแผนบริหารงานในเรื่องวัคซีนอย่างไร ผิดพลาดในการวางแผนเพื่อการ “กดโรค” อย่างไร เริ่มตั้งแต่สัญญาเรื่องสัดส่วนวัคซีนแอสตรา เซเนกา (เพราะคิดว่าเป็นหมูในอวย?)หรือการไม่ใช้ข้อมูลจากผู้รู้ (เทคโนแครตทั้งหลายที่อยู่รอบตัวเต็มไปหมด) เพื่อวางแผนเตรียมการจองวัคซีนล่วงหน้า (เพราะประมาทจากการที่มีคนติดเชื้อ และตายน้อยจากการระบาดในครั้งแรก ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนสามารถจบลงด้วยคำว่า “ประมาท” ทั้งสิ้น

เพราะพระวจนะเตือนครั้งสุดท้ายก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้าที่ว่า “...เธอทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด!!” ไม่เคยมีอยู่ในความคิดในกะโหลกในสำนึกของบรรดาท่านผู้ตกอยู่ในวังวนของ “อำนาจ” เหล่านี้เลย!

วินาทีนี้จึงน่าจะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า อยากยกหยิบเอาพระวจนะอีกบทหนึ่งของพระพุทธองค์มาบอกนายกฯลุงตู่ในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนว่า ถ้าท่านเป็น “สัตบุรุษ” จริงตามที่ท่านมักพูดถึงตัวเองอยู่เสมอๆ ก็ขอให้ปฏิบัติเรื่อง “อภัยทาน” ซึ่งเป็นทานชั้นสูงให้มากเข้าไว้ และพึงท่องจำพระวจนะอีกบทหนึ่งให้ขึ้นใจไว้ ว่า “...กลิ่นดอกไม้ กลิ่นจันทน์ ไม่สามารถหอมทวนลมได้ แต่กลิ่นแห่งเกียรติคุณความดีงามของสัตบุรุษนั้นแล สามารถจะหอมไปได้ทั้งทวนลมและตามลม...”

ปัญหาก็คือ ท่านนายกฯ ลุงตู่จะต้องรู้ให้ชัดด้วยว่า คนที่จะเป็น “สัตบุรุษ” ได้นั้น แท้ที่จริงแล้วเขาต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง และ “ท่านนายกฯลุงตู่” มีบ้างแล้วหรือยัง?!!!