กปภ

แสงไทย เค้าภูไทย

วัคซีนยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาประเทศไทยว่า จะเปิดประเทศได้ และการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคมและด้านอื่นๆได้ภายในสิ้นปีนี้แม้จะเป็นความปกติใหม่ก็ตาม

เมื่อเป้าหมายเปิดประเทศภายใน 120 วันถูกยกเลิก ความหวังที่จะเปิดอีกครั้งภายในปลายปีนี้ ก็น่าเลือนหายไป

ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลการบริหารวัคซีนสะเปะสะปะ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ผู้ที่จองรับวัคซีน ถูกเลื่อนกำหนดฉีดครั้งแล้ว ครั้งเล่า

ขณะที่จำนวนคนติดเชื้อโควิด-19 พุ่งทะลุหลักหมื่นคนต่อวัน จำนวนผู้เสียชีวิตตอวันผ่านตัวเลข 3 หลักมาแล้ว

ความหวังที่จะให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันหมู่ ( herd immunity) ที่หมายถึงการหยุดยั้งการระบาดของโควิด-19 ภายในปีนี้ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆตามระยะเวลาเลื่อนการได้มาซึ่งวัคซีน

โดยเฉพาะวัคซีนแอสตราเซเนกาที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ ที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามอำเภอใจ หากแต่ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับบริษัทเจ้าของไลเซนส์ ซึ่งกำหนดให้สามารถนำมาใช้ได้ได้เต็มจำนวนที่ต้องการ 61 ล้านโดสไปเดือนพฤษภาคม 2565

สวนทางกับจำนวนเพิ่มของผู้ป่วยและตาย

โดยเฉพาะกรุงเทพฯที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของประเทศ

กทม.มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้วทั้งหมด 4,628,848 โดส/คน เข็มแรก 2,753,896 เข็มสอง 987,476 คน

ศักยภาพในการฉีดต่อวัน เข็มแรก 40,038 โดส เข็มสอง 1,201 โดส

จำนวนประชากรกรุงเทพตามทะเบียนราษฎร มี 6 ล้านคน กับประชากรปริมณฑล และประชากรแฝง 5 ล้านคนรวมเป็น 11 ล้านคน

หากจะฉีดวัคซีนให้ได้ 60-70 % คิดเป็นจำนวนคน 6.6-7.7 ล้านคน เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่จะต้องฉีด 2 เข็ม ซึ่งตอนนี้ยังตกค้างอยู่ถึง 6.5-7.6 ล้านคน

หากยังฉีดได้เพิ่มวันละแค่ 1,200-1,300 คน จะต้องใช้เวลา 5,400–6,000 วัน หรือ 14-15 ปี ทั้งนี้ยังไม่นับจำนวนวันที่วัคซีนขาดช่วงอย่างที่แล้วมา

สำหรับเข็มแรก จะใช้เวลาฉีด ราว 154-180 วัน หรือ 5-6 เดือน

การที่จะฉีดเข็มสองได้นั้น จะต้องเว้นระยะห่างจากฉีดเข็มแรก 3-12 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดและยี่ห้อของวัคซีน

นั่นหมายถึงต้องบวกระยะเวลารอฉีดเข็มสอง อีก 21-84 วันหลังฉีดเข็มแรก

ทั้งนี้โดยการระดมบุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดวัคซีนเข็มแรกครบทุกคนแล้ว มาร่วมกันฉีดกลุ่มที่ยังไม่ได้รับฉีดเข็มสอง

คงจะไม่หนี 6-8 เดือน น่าจะไปถึงเป้าหมายสิ้นปีหรือข้ามไปถึงกุมภาพันธ์ 65

เผื่อเอาไว้รอช่วงวัคซีนขาดตอน หรือมีไม่พอใช้อีกราว 2 เดือนบวก

แต่นั่นหมายเฉพาะกรุงเทพปริมณฑลที่มีการระบาดรุนแรงที่สุด

หากควบคุมกรุงเทพปริมณฑลได้ ก็หมายถึงควบคุมการระบาดได้ทั้งประเทศ

เป็นไปตามที่ชมรมแพทย์ชนบทเรียกร้องไว้ให้แพทย์เมืองกรุงควบคุมการระบาดให้ จังหวัดที่เหลือของประเทศไม่มีปัญหา ถ้าไม่ปลดปล่อยสงกรานต์ และปิดแคมป์ก่อสร้าง หลายจังหวัดตัวเลขป่วย-ตายเป็น 0 มาหลายเดือน

ด้วยสมมุติฐานที่ว่า จำกัดวงแพร่ระบาดในกรุงเทพฯได้ หมายถึงการจำกัดการแพร่ระบาดในต่างจังหวัดได้

แพทย์ชนบทจึงยกขบวนกันเข้ากรุงมาช่วยตรวจคัดกรองเอาคนป่วยไปเข้าที่กักกัน

เพราะที่เป็นอยู่ขณะนี้ หมอเมืองกรุงยุติการตรวจกันแทบทุกโรงพยาบาลแล้ว เพราะยิ่งตรวจ ยิ่งเจอ แต่ไม่สามารถรับเข้ารักษาได้ เพราะจำนวนคนไข้ล้น

ขณะนี้การระบาดในต่างจังหวัดลดลงมากแล้ว หากแพทย์ชนบทตรวจพบคนไข้ ก็อาจจะส่งกลับไปรักษาที่บ้านเกิดที่ยังมีเตียงและบุคลากรทางการแพทย์มากพอจะรับมือได้อยู่

ลองมาลุ้นตัวเลขป่วยจริงจากการตรวจเชิงรุกของหมอชนบทดู ว่าจะทับทวีจากหลักหมื่นคนต่อวันหรือไม่ ?