เสือตัวที่ 6

ปฏิบัติการไล่ล่ากองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 วัน ด้วยกองกำลังติดอาวุธฝ่ายความมั่นคงหลายฝ่ายทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหารมากมายหลักร้อยคน กว่าที่จะปิดปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อบังคับใช้กฎหมายของบ้านเมืองในการนำผู้ต้องสงสัยในการป่วนเมืองตลอดห้วงระยะเวลาอันยาวนานในพื้นที่แห่งนี้ได้นั้น ก็ต้องทุ่มเททรัพยากรคนและเครื่องมือมากมายเพื่อจะไล่ล่าจับกุมคนร้ายเหล่านี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ หากแต่ว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธกลุ่มนี้หาใช่กลุ่มคนร้ายระดับล่างธรรมดาๆ ไม่ ในทางตรงข้าม การหลบหลีกหลีกหนีการไล่ล่าของกองกำลังของรัฐหลายร้อยคนมาได้ยาวนานถึง 7-8 วัน ย่อมแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คนกลุ่มนี้ ได้ถูกขบวนการแบ่งแยกดินแดน สร้างมาเพื่อการต่อสู้กับรัฐไทยแม้จะต้องยอมแลกด้วยชีวิตก็ตาม นั่นแสดงให้เห็นว่า คนกลุ่มนี้เป็นคนระดับมืออาชีพที่ไม่ธรรมดา ทั้งยังบ่งชี้ว่า ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ธรรมดา แอบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนอยู่ไม่น้อย ที่พร้อมจะขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐได้อย่างทรงพลัง

ลำพังยุทธวิธีในการต่อสู้ด้วยอาวุธด้วยลำพังคนจำนวนไม่ถึง 10 คน กับกำลังเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลักหลายร้อยคน มาได้ถึง 7-8 วัน ก็นับว่าเป็นมือระดับพระกาฬแล้ว ยังสามารถวิเคราะห์ได้ว่า กองกำลังติดอาวุธของขบวนการ ยังมีมวลชนที่เป็นแนวร่วมของขบวนการในการแบ่งแยกดินแดน แบ่งแยกการปกครองจากรัฐ เป็นจำนวนมาก และมวลชนแนวร่วมเหล่านี้ มีความเข้มแข็งลึกๆ อยู่ในรูปของประชาชนในพื้นที่ท้องถิ่นที่ใสซื่อบริสุทธิ์ และมวลชนแนวร่วมเหล่านี้ พร้อมให้การสนับสนุนอย่างลับๆ ในทุกรูปแบบ เพื่อให้กองกำลังติดอาวุธของขบวนการ และแนวร่วมการต่อสู้ในมิติอื่นๆ สามารถต่อสู้กับรัฐไทยได้อย่างทรงพลังต่อไปไม่สิ้นสุด

ปฏิบัติการไล่ล่าหนนี้ สะท้อนความกล้าแข็งของขบวนการที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐได้อย่างชัดเจน กลุ่มก่อความไม่สงบพร้อมอาวุธปืนสงครามหลบหนีการจับกุมจากเหตุปะทะในพื้นที่ ต.เตราะบอน อ.สายุบรี ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิต 2 รายในเวลานั้น ขณะที่คนร้ายกลุ่มนี้ได้หลบหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวในป่าสาคูร่วมกับเพื่อนที่สร้างเป็นฐานพักพิง ในพื้นที่ ม.5 ต.กะดุนง อ.สายบุรี กว่าที่จะถูกเจ้าหน้าที่ไล่ล่าปิดล้อมจนเกิดการยิงปะทะกันขึ้นอย่างดุเดือด หลังจากการพยายามที่ล้มเหลวลง ในการเจรจาโดยผู้นำศาสนาและผู้นำชุมชนเพื่อให้ยอมวางอาวุธและมอบตัวสู้คดีตามกฎหมายของรัฐ ซึ่งตลอดระยะเวลาการปิดล้อมและปะทะจนจับตายหนนี้ ใช้เวลาถึง 7 วัน ทำให้วิสามัญคนร้ายไป 2 ศพ

โดยแต่ละคน ล้วนไม่ธรรมดา เพราะมีหลักฐานจนศาลอนุมัติออกหมายจับหลายหมาย และทั้งสองคนร้าย มีประวัติอันโหดเหี้ยม หลายเหตุการณ์ร้ายในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ศพแรกเสียชีวิตบริเวณริมคลอง ทราบชื่อ นายสุไลมาน ดอเลาะ อายุ 33 ปี มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 3 หมาย อยู่บ้านเลขที่ 37 ม.4 ต.กะดุนง อีกรายทราบชื่อ นายอัซมาน สะมะแอ อายุ 30 ปี มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 3 หมาย อยู่บ้านเลขที่ 52 ม.4 ต.กะดุนง อ.สายบุรี โดยทั้งสองศพมีบาดแผลจากกระสุนปืนเหตุปะทะ นอกจากนี้ยังพบวงจรประกอบระเบิด จำนวนมาก และอาวุธปืน จำนวน 5 กระบอก เป็นปืนลูกซอง จำนวน 3 กระบอกที่ได้จากการปล้นชุดรักษาความปลอดภัยโรงเรียนบ้านสือดัง ต.เตราะบอน เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 61 และ อาวุธปืนกลมือ จำนวน 2 กระบอกประวัติอันโชคโชนที่บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดา อาทิ นายสูไลมาน ดอเลาะ เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง ระดับปฏิบัติการและเป็นมือระเบิด มีหมายจับ ป.วิอาญาฯ จำนวน 3 หมาย คือ 1. เมื่อ 22 ก.ย. 60 เหตุ ลอบวางระเบิด จนท.ทพ.ร้อย ทพ.4412 บริเวณถนนสาย 42 บ้านเจาะกือแย ม.1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ทำให้ทหารเสียชีวิต 4 นาย ส่วนนายอัซมาน สะมะแอ เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ มีหมายจับ จำนวน 3 หมาย คือ 1. ยิง ด.ต.พิทักษ์ฯ เสียชีวิต เมื่อ 21 ก.ค. 60 และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลอบยิง ด.ต.พิทักษ์ รัตนหิรัญ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สายบุรี บริเวณถนนริมทะเลชุมชนบางตาหยาด ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อ 21 ก.ค. 60

กว่าที่จะปิดปฏิบัติการล่าสุดหนนี้ ต้องใช้เวลาถึง 7 วัน จึงแน่นอนว่า คนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนที่ได้รับการติดอาวุธทั้งทายกายภาพและทางความคิดอย่างที่เรียกว่าสุดโต่ง คนกลุ่มนี้ถูกบรรดานักจัดตั้งของขบวนการร้ายแห่งนี้ สร้างพวกเขาขึ้นมาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพราะลำพังการเล็ดรอดหลบหนีคนหลายร้อยคนที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบมือมาได้ถึงกว่า 8 วัน โดยต้องใช้ความพยายามในการดำรงชีพท่ามกลางการกดดันอย่างไม่ลดละของเจ้าหน้าที่รัฐหลายฝ่าย ย่อมบ่งชี้ว่า หากคนกลุ่มนี้ ไม่ได้รับการสนับสนุนอาหาร เวชภัณฑ์ และความหวังจากมวลชนแนวร่วมและแกนนำ หรืออุดมการณ์ทุถูกปั่นหัวมาอย่างมืออาชีพแล้ว คนเพียงกลุ่มเล็กๆ ย่อมจะต้องถอดใจและยอมวางอาวุธเข้ามอบตัวสู้คดี

แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ในทางตรงข้าม คนร้ายในฐานะกองกำลังหรือนักรบของขบวนการ กลับมีหัวใจที่กล้าแข็ง พร้อมที่จะต่อสู้จนตัวตาย อันเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ หรือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของคนรุ่นปัจจุบันที่ถูกส่งต่อมาจากคนรุ่นก่อนๆ อันเป็นกระบวนความคิดความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาอย่างแยบยล หากแต่เต็มไปด้วยการบิดเบือนไปจากหลักคำสอนยิ่ง และเชื่อได้ว่า หนทางของการต่อสู้ของพวกเขา จะทำให้เขาเป็นวีระบุรุษของบรรพชนอันควรยกย่อง และเป็นไปได้สูงว่า ขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังมีกลุ่มคนติดอาวุธที่มีความเชื่ออย่างนี้อยู่อีกไม่น้อยที่พร้อมจะต่อสู้กับรัฐเยี่ยงนี้อยู่ต่อไป

ทั้งยังสะท้อนถึงมวลชนแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกผู้คนแห่งนี้ ที่ยังสามารถอำพรางตนแอบแฝงปะปนไปกับผู้คนในชุมชนในหลายบทบาทอย่างแนบเนียนที่รัฐไม่สามารถเอาชนะทางความคิดคนเหล่นี้ได้ง่ายๆ อย่างที่คิดเสียแล้ว ความพยายามในการพูดคุยเพื่อเปิดโลกทัศน์และมุมมองใหม่ให้เกิดกับผู้คนในอินแดนแห่งนี้ จึงไม่สามรถบรรลุผลสำเร็จดังที่หวังได้โดยง่าย หากรัฐเองไม่พยายามทุมเททรัพยากรและความพยายามทั้งมวลเพื่อให้เกิดน้ำหนักในการขับเคลื่อนการต่อสู้ทางความคิดกับคนในพื้นที่อย่างจริงจัง เพราะหากมองแต่เพียงว่าปรากฏการณ์ไล่ล่าหนนี้ เป็นการเด็ดหัวโจรใต้ธรรมดาๆ อันเป็นการปิดบัญชีหมายจับคนร้ายทั่วไปแล้ว ก็เชื่อว่า การต่อสู้กับขบวนการร้ายแห่งนี้ ก็คงจะต้องใช้เวลาอีกยาวนาน และต้องสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปอีกมากมาย เพราะคนในขบวนการร้ายแห่งนี้ ไม่ใช่คนธรรมดาๆ ที่รัฐจะดูแคลนศักยภาพของพวกเขาได้