แสงไทย เค้าภูไทย

นายกรัฐมนตรีไทยแลนด์ประกาศโพล่งเปิดประเทศภายใน 120 วัน พากันฉงนไปทั้งประเทศ

ถ้านับแต่วันที่ตั้งต้นนับ 1 กรกฎาคมไป 120 จากนี้ไปก็จะตกราวๆปลายเดือนตุลาคม ปีนี้

ถ้าหากอัตราการฉีดวัคซีนยังคลานต้วมเตี้ยมอยู่เช่นนี้ กว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ถึงขนาดคนไทยไม่ต้องสวมหน้ากากเข้าหากันได้ ก็น่าจะไม่ทันตุลาคมหรือแม้แต่สิ้นปี

ภูมิคุ้มกันหมู่ ( herd immunity) หมายถึงการที่ประชาคมหรือประเทศหนึ่ง ประชากรมีภูมิคุ้มกันรวมกัน 60-70%

ทำให้ประชากรส่วนนี้สามารถต้านทานไวรัสโควิด -19 ได้และยังครอบคลุมไปถึงประชากรส่วนที่เหลือ

ภูมิคุ้มกันหมู่นั้น นอกจากเกิดจากการฉีดวัคซีน ครบ 2 โดส สำหรับวัคซีนที่มีในเมืองไทยขณะนี้แล้ว ยังเกิดจากการที่ผู้หายป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 เกิดภูมิต้านทาน(antibody) โดยธรรมชาติด้วย

จำนวนประชากรที่จะมีภูมิต้านทานทั้ง 2 ชนิดจะต้องมีราว 44-45 ล้านคน

แต่วันนี้มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกอยู่ 7,679,057 คน นับแต่เริ่มฉีดเข็มแรก เมื่อ 28 กุมภาพันธ์มาจนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 113 วัน เป็นเข็มที่ 1 จำนวน 5,526,039 คน เข็มที 2 จำนวน 2,153,018 คน

อัตราเพิ่มจำนวนผู้รับการฉีดวัคซีน ต่อวันล่าสุด 2 เข็ม 51,932 คน เข็มแรก 39,947 คน ผู้รับวัคซีนสะสม

ถ้าเอาอัตราการฉีดครบ 2 โดสต่อวันเป็นอัตราคำนวณจำนวนวันที่จะฉีดให้ได้ภูมิคุ้มกันหมู่ 41-42 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับการฉีดแล้ จะต้องใช้เวลาถึง 789-800 วันหรือ 26-27 เดือน ตกราว 2 ปีเศษ

ถ้าจะให้เร็วขึ้น ต้องเพิ่มกำลังฉีดและปริมาณวัคซีนให้ครบ ไม่ใช่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกอย่างที่เป็นอยู่

อยากจะเปิดประเทศใน 120 วันก็ต้องเร่งอัตราการฉีดวัคซีนอีก 7-8 เท่าตัว คือวันละ 363,524 เข็ม

ทำได้ไหม ?

แต่ก็อาจจะเลี่ยงบาลีไปว่า ที่ว่าเปิดประเทศนั้น จะค่อยๆแง้ม เปิดแต่เฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว อย่างเช่นภูเก็ตที่ตั้งโมเดล Sand Box ไว้เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ยังมีเงาทมึนยืนซุ่มเงียบอยู่ นั่นคือการระบาดระลอก 4

คลัสเตอร์โรงงานน่ากลัวมาก เฉพาะในสมุทรปราการ วันจันทร์ยอดติดเชื้อถึง 544 คนขณะที่กรุงเทพฯซึ่งมีประชากรมากกว่าเกือบ 10 เท่าตัวติดเชื้อเพิ่ม 622 คน มากกว่าแค่ 80 คน เท่านั้น อันดับ 3 นครปฐม 359 คน

จังหวัดบริวารกรุงเทพฯที่เป็นแหล่งโรงงานนอกจากสมุทรปราการและนครปฐมแล้ว ยังมีชลบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานีและนนทบุรี มียอดติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันละกว่าร้อยคน

ติดอันดับท็อปเทนยอดติดเชื้อเพิ่มต่อวันไม่เปลี่ยนแปลงมานับแต่เกิดระบาดระลอก 3 โดยส่วนใหญ่เป็นคลัสเตอร์โรงงานและตลาดสด

การที่ไทยเบฟฯทำหนังสือขอวัคซีนผ่านกระทรวงมหาดไทยเพื่อไปฉีดให้พนักงานของตนและครอบครัวจำนวน 75,000 คนและปลัดกระทรวงเห็นชอบนั้น ถ้ามองในแง่ระบาดวิทยาแล้ว ถือว่าสมควร

เพราะโรงงานไทยเบฟฯก็ไม่ต่างไปจากโรงงานย่านบางพลี พระประแดง หรือโรงงานย่านนครปฐม ปทุมธานี สมุทรสาครและนนทบุรี ซึ่งจังหวัดเหล่านี้ มีโรงงานของไทยเบฟฯตั้งอยู่หลายแห่ง

ตัวอย่างที่ละเลยการฉีดวัคซีนก็คือ โรงงานผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ที่อยุธยา ทำให้กลายเป็นคลัสเตอร์แพร่เชื้อประเภทโรงงาน ป่วยกันเกือบ 200 คน

ถ้าเอาโรงงานในสมุทรสาครเป็นโมเดล โรงงานของไทยเบฟฯทุกโรงงานก็น่าจะได้รับสิทธิ์การตรวจเชิงลึกและรับการฉีดวัคซีนในแบบเดียวกัน

เพราะการอยู่ด้วยกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ถือเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิดที่สำคัญที่สุด

แต่เผอิญว่าความเป็นไทยเบฟฯ สังคมก็เลยมองว่าเป็นอภิสิทธิ์ชน ซ้ำยังมีการหยิบยกเอาโรงงานเครือซีพี ว่ามีกว่า 3 แสนคน ก็น่าจะขอวัคซีนเป็นกรณีพิเศษบ้าง

ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะคน 3 แสนกว่าคน ถ้าปล่อยปละละเลยไม่ได้รับวัคซีนกันเกิน 65% ก็มีสิทธิเป็นคลัสเตอร์โรงงานเหมือนกับโรงงานเนื้อไก่ที่อยุธยาเช่นกัน

เป็นเหรียญที่มองกันสองด้าน มองแล้วก็สุดแต่จะคิด