องค์การอนามัยโลกชี้ว่า ยิ่งสัดส่วนการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นเท่าใด จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของไวรัสกลายพันธุ์ได้มากขึ้นเท่านั้น โดยจำเป็นต้องมีการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้ได้ถึงอย่างน้อยร้อยละ 80

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า หากต้องการยุติโรคได้ ต้องฉีดวัคซีนให้ประชากรทั่วโลกให้มีภูมิคุ้มกัน อย่างน้อยร้อยละ 70 หรือ จำนวน 5,000 ล้านคน หรือต้องได้รับวัคซีนไม่ต่ำกว่า1 หมื่นล้านโดส

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปูพรมฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 4 แสนคน ส่วนการจัดส่งวัคซีนจะส่งไปตามจังหวัดต่างๆเพื่อให้ฉีดทันตามกำหนดการ จะปรับแผนการฉีดตามสถานการณ์

ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ยืนยันเป้าหมายจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด100 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ และจะจัดหาเพิ่มขึ้น โดยได้ทำสัญญากับแอสตราเซนเนกาที่ผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์แล้ว 61 ล้านโดส อีกทั้งมีสัญญากับซิโนแวค 6 ล้านโดส และจัดซื้อเพิ่มอีก 8 ล้านโดส และคาดว่าสามารถทำสัญญากับไฟเซอร์และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน รวมแล้วอีก 25 ล้านโดส และยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับจาการเจรจาทางความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ อีกทั้งในปีหน้าคาดว่าจะมีวัคซีนที่ผลิตโดยคนไทยเองอีกด้วย ควบคู่การใช้พืชสมุนไพรต่างๆด้วย

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)คาดการณ์ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมใน 3 เดือนข้างหน้าจะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 92.8 จากระดับ 91.8 ในเดือนเมษายน 2564 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคืบหน้าในการกระจายวัคซีนโควิด-19 ของภาครัฐซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และควบคุมสถานการณ์โควิด-19ให้คลี่คลายลง ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่องรวมทั้งการลงทุนของภาครัฐ และการขยายตัวของการส่งออกจะช่วยสนับสนุนให้ภาวะเศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น

ขณะที่นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ชี้ว่าการที่วัคซีนเข้ามาตามกำหนด6-10ล้านโดสในเดือนมิถุนายนส่งผลทางด้านจิตวิทยาและสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ ทั้งนี้หากเดือนกรกฎาคมนี้มีวัคซีนเข้ามาต่อเนื่องและฉีดวัคซีนได้จำนวนมาก จะทำให้ความมั่นใจของธุรกิจเพิ่มขึ้นมากซึ่งภาคธุรกิจต้องพร้อมรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเตรียมสภาพคล่องการทำธุรกิจ โดยคาดว่าไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวและกำลังซื้อกลับมา บวกกับ "ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์" ที่รับนักท่องเที่ยวเดือน กรกฎาคมนี้จะยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่น

ดังนั้น เราเห็นว่า หากไทยสามารถฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย 50 ล้านคนภายในปีนี้ นอกจากจะสามารถสู้กับเชื้อไวรัสกลายพันธุ์แล้ว จะช่วยทำให้ชีพจรเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น หวังว่าไทยจะกลับมาอยู่ยืนในจุดที่ได้เปรียบ เมื่อมีวัคซีนสัญชาติไทยผลิตออกมา คู่ขนานไปกับสมุนไพรไทย และวินัยของพี่น้องประชาชนที่การ์ดไม่ตก