แม้ทั่วโลกจะป่วยโควิดมากกว่า 170 ล้านคนแล้วในปัจจุบัน แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความกระจ่างว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เป็นมฤตยูปั่นทั้งโลก ทำลายทั้งชีวิต และเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้มีต้นตออะไร ทำไมถึงสามารถปรับตัวกลายพันธุ์เพื่อความอยู่รอด ได้จนถึงตอนนี้มีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์อู่ฮั่น สายพันธุ์อังกฤษ สายพันธุ์แอฟริกา และสายพันธุ์อินเดีย

ในขณะที่นายเตโวโดรส อัดฮาโนม ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะสิ้นสุดลง

โดยจีน ซึ่งเป็นแห่งแรกที่พบการแพร่ระบาด ก่อนจะลุกลามไปทั่วโลก กำลังถูกกดดัน หลังตกเป็นผู้ถูกกล่าวหามาตลอดที่ผ่านมา ขณะที่ล่าสุด มีรายงานว่า สหรัฐอเมริกาสั่งให้หน่วยข่าวกรองสอบสวนหาต้นตอโควิด -19 ภายในเวลา 90 วัน โดยหนึ่งในนั้นคือสมมติฐานที่พูดกันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ก็คือ ไวรัสหลุดลอดออกมาจากห้องปฏิบัติการในนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยของจีน

แม้ว่าก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลก จะเปิดเผยผลการศึกษาเบื้องต้นซึ่งพบว่าสมมติฐานดังกล่าวข้างต้นไม่น่าเป็นไปได้ และชี้ว่าเชื้อไวรัสอาจแพร่จากค้างคาวไปยังสัตว์อีกชนิดหนึ่งก่อนที่จะแพร่ระบาดในมนุษย์ก็ตาม

ขณะที่ กระทรวงต่างประเทศของจีน ได้ออกมาตอบโต้ว่า สหรัฐมีแรงจูงใจทางการเมืองและโยนความผิดให้แก่จีน โดยระบุว่าคำสั่งของประธานาธิบดี โจ ไบเดน แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯไม่สนใจข้อเท็จจริงและไม่มีความสนใจศึกษาต้นตอไวรัสทางวิทยาศาสตร์อย่างจังจัง พร้อมปฏิเสธความเชื่อมโยงระหว่างโควิด-19 กับสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น (ดับเบิลยูไอวี) ในเมืองอู่ฮั่น

อย่างไรก็ตาม อันตรายจากการที่ไม่สามารถหาต้นตอของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังเป็นความลับดำมืด จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ดร. ปีเตอร์ โฮเทซ (Peter Hotez) คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งวิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ และผู้อำนวยการร่วมของศูนย์พัฒนาวัคซีนแห่งโรงพยาบาลเด็กรัฐเทกซัสกล่าวในรายการ Meet The Press ของ NBC ว่าอาจเกิดโควิด-26 และโควิด-32 หากเรายังไม่เข้าใจที่มาของโควิด-19 อย่างถ่องแท้

เนื่องจากก่อนหน้านี้มีโรคระบาดเกี่ยวกับทางเดินหายใจใหม่ๆ กำเนิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อย่างในปี 2002 ถึง 2003 มีการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส ต่อมาในปี 2012 มีโรคเมอร์ส และในปี 2019 ก็มีโควิด-19 ดังนั้นอาจมีโควิด-26 และโควิด-32 ในอนาคตก็เป็นได้ จนกว่าเราจะเข้าใจต้นกำเนิดของโรค

แม้การร่วมกันสืบหาต้นตอของโควิดจะเป็นภารกิจร่วมกันของโลก และเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ แต่ก็ควรดำเนินการไปอย่างโปร่งใส ไร้การเมือง และมีความรับผิดชอบ