แสงไทย เค้าภูไทย

ความสับสนในมาตรการแก้ปัญหาการระบาดและติดเชื้อโควิด-19 ของรัฐบาลที่ตัวนายกรัฐมนตรีเข้ามาดูแลด้วยตัวเอง ทำประชาชนเครียด จิตตก ขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ ที่ถอยหลังไปนับสิบปี

การขาดความเชื่อมั่นของประชาชน นำไปสู่การชะลอการลงทุนและการบริโภคเพื่อประคับประคองตนให้อยู่รอด จนกว่าจะผ่านพ้นภาวะโควิด-19 ระบาดไปได้

ความเชื่อมั่นถือเป็นตัวการหรือปัจจัยสำคัญที่สุดในบรรดาปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งหลาย

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นมีสองนัย หนึ่งคือ reliability ความเชื่อถือความไว้วางใจ อีกหนึ่งคือ confidence ความมั่นใจหรือเชื่อมั่น

ทั้งสองนัยนี้ กำลังเสื่อมถอยในรัฐบาลและตัวพลเอกประยุทธ์ในขณะนี้

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือผู้ประกอบการมีสูง การลงทุนก็มีมากขึ้น

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค มีมาก การจับจ่ายใช้สอยก็มีมากเช่นกัน

ส่วนความเชื่อถือไว้วางใจต่อผู้นำ ถ้ามีมาก นายกฯมีนโยบาย มีมาตรการอันใดออกมาคนก็ยอมรับ

ไม่ต้องแจกเงินแบบอัฐยาย ซื้อขนมยายเพื่อเพิ่มตัวเลขในส่วน domestic expenditure ในส่วนของอัตราเติบโตของจีดีพีอย่างที่ทำกันอยู่ก็ได้

วันนี้รัฐบาล โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีกำลังทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชน

เหตุแรกคือการบริหารจัดการสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่ประชาชนมองว่าล้มเหลว

ประชาชนสับสนกับมาตรการป้องกันและควบคุมการระบาดและติดชื้อไปหมด จนทำให้เกิดอาการวิตกจริต เครียด

พาดหัวข่าวรายวันชิ้นหนึ่งมีว่า “...สำรวจพบโควิด-19 หลอน ทำคนไทยเครียด-สิ้นหวัง-จิตใจแย่”

โดยอ้างถึงสวนดุสิตโพลที่ทำแบบสำรวจในหัวข้อ “สภาพจิตใจคนไทยยุคโควิด-19” ช่วงวันที่ 24-27 พฤษภาคม 2564 พบว่า ประชาชนรู้สึกเครียดและวิตกกังวลมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 75.35

รองลงมาคือรู้สึกแย่ สิ้นหวัง ร้อยละ 72.95โดย สิ่งที่ทำให้สภาพจิตใจแย่ลง คือ การแพร่ระบาดของโควิด-19 รุนแรงมากขึ้น

ที่รู้สึกไม่ดีมากที่สุดคือร้อยละ 88.33 สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ทำมาหากินลำบาก

ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเอง โดยร้อยละ 74.53 ดูแลสภาพจิตใจ ประคับประคอง ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง มีสติ ร้อยละ 91.03 ศึกษาวิธีป้องกันดูแลด้วยตัวเอง ร้อยละ 60.82 %

เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ร้อยละ 60.52 จากปัญหาที่เกิดขึ้นโดยภาพรวมประชาชนพยายามอดทน แก้ปัญหาเพื่อให้อยู่ได้ ร้อยละ 41.97

สิ่งที่อยากให้รัฐบาล/หน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชนเข้ามาช่วยมากที่สุด คือ เร่งการฉีดวัคซีนโดยเร็ว ร้อยละ 74.96

ในประเด็นใกล้เคียงกันนี้เมื่อปีที่แล้ว ซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจความเห็นของประชาชนช่วง 13-16 พ.ค.นี้

พบว่า ฐานสนับสนุนของประชาชนต่อรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็วจากร้อยละ 46.9 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 36.1

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 22.0 เป็นร้อยละ 34.1 และแม้แต่ฐานกลุ่มพลังเงียบก็ลดลงจากร้อยละ 31.1 เหลือร้อยละ 29.8

ประเด็นกลุ่มที่เคยสนับสนุนรัฐบาลหรือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นี้ หากมีการสำรวจซ้ำ เชื่อว่าตัวเลขจะลดลงกว่าเท่าตัว

ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในตัวพลเอกประยุทธ์กำลังเหือดหายไปตามบทบาทหน้าที่ของรัฐบาล

โดยเฉพาะมาตรการรัฐที่นำมาใช้แก้ปัญหาโควิด-19 ระบาดผิดเพี้ยนไปหมด

เมื่อผู้นำรัฐบาลกำลังเล่นกับความรู้สึกของประชาชน เช่นนี้

ความเสื่อมศรัทธาก็ย่อมจะเพิ่มขึ้นไม่หยุดยั้ง

และกำลังจะกลายเป็นหมดศรัทธาไปในที่สุด