แสงไทย เค้าภูไทย

วิกฤติการณ์โควิด-19 มิใช่แต่มีผลร้ายต่อชีวิต เศรษฐกิจ สังคม เท่านั้น หากแต่ยังมีผลทำให้พรรคร่วมรัฐบาลแตกแยกร้าวลึก พารัฐบาลเข้าสู่มุมอับเข้าไปทุกที จนมีเสียงหนาหูว่าอาจมีการยุบสภา

ภาวะแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เป็นระลอก 3 ขณะนี้ สถานการณ์ยังอยู่ในระดับทรงๆทรุดๆเหตุจากมีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อวันอยู่ในระดับสูงและมีส่วนที่น่าวิตกคือจำนวนผู้เสียชีวิตสูงขึ้นในแนวตั้งชัน

ความล่าช้าในการนำวัคซีนมาฉีดให้ประชาชน ซ้ำชนิดของวัคซีนที่นำเข้ามาใช้ฉีดในระยะแรกเป็นวัคซีนที่มาจากจีน เป็นวัคซีนที่กระตุ้นภูมิต้านต่ำ

ทำให้ผู้ได้รับการฉีด โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ส่วนหนึ่งติดเชื้อโควิดกันได้

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนพยายามมีส่วนร่วมในการจัดหาวัคซีน โดยหวังจะนำวัคซีนที่มีคุณภาพดีที่สุดมาฉีดให้ประชาชน

เพื่อที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่เร็วขึ้น สามารถเปิดเมืองได้เร็วขึ้น เศรษฐกิจจะได้กลับมาฟื้นตัวได้ดังเดิม

แต่กลับติดขัดเรื่องกลไกในการนำเข้าวัคซีนในหลายด้าน ทำให้ต้องเลิกล้มความตั้งใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐดำเนินการกันต่อไป

จากเหตุเหล่านี้ ทำให้การควบคุมการระบาดและการรักษาไม่เป็นไปตามเป้าหมายของฝ่ายการแพทย์ ส่งผลให้มีการเข้าชื่อบุคลากรทางการแพทย์หลายแสนชื่อขับไล่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุขออกจากตำแหน่ง

ทำให้ ครม.ที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำต้องตัดบท ลงมติให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งการและตัดสินใจในการบริหารการควบคุมการระบาดและการดูแลรักษาการแพร่ระบาดแต่เพียงผู้เดียว

ดูเผินๆน่าจะเป็นการตัดทอนอำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ทำให้มีการคาดเดากันว่า อาจถึงกับเปลี่ยนตัวรมว.กระทรวงนี้ โดยมีการนำชื่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีตรมว.สาธารณสุขในยุค คสช. มาแทนนายอนุทิน

แต่เมื่อมองอีกมุม การดึงอำนาจจากนายอนุทิน มาเป็นของนายกฯเช่นนี้

อาจจะเป็นการดึงนายอนุทิน ออกมาจากจุดขัดแย้งที่นำมาสู่การถูกบรรดาแพทย์ลงชื่อขับไล่ก็ได้

และแม้จะมองว่า นายอนุทินกับนายกฯมีข้อหมางใจกันอยู่ แต่การจะตัดภูมิใจไทยอันเป็นพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงมากเป็นอันดับ 3 ในการเลือกตั้งปี 62 ออกไปนั้น นับเป็นความเสี่ยงมหันต์

ทั้งนี้เพราะนายอนุทินยังมีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคเพื่อไทยในฐานะตนและบิดาเคยอยู่ร่วมพรรคและเป็นรัฐมนตรีครั้งยังใช้ชื่อพรรคไทยรักไทย

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็มีความอึดอัดที่อยู่ร่วมรัฐบาลกับพปชร.มากขึ้นทุกวัน

ยิ่งล่าสุดมีการวางแผนยึดคะแนนเสียงภาคใต้ที่พรรคนี้ครอบครองมาตลอดด้วยก็ยิ่งสร้างความหวาดระแวงกันยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันในพปชร.เองก็มีความขัดแย้ง แตกแยกกันจนเป็นก๊กเป็นกลุ่ม

การตัดสินใจเปลี่ยนม้ากลางศึกโควิดครั้งนี้จึงไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากศึกโควิดแล้ว ยังมีการประท้วงของคณะราษฎรและกลุ่มเสื้อแดงเสริมด้วยเสื้อเหลืองแตกกลุ่ม เตรียมชุมนุมขับไล่นายกฯรออยู่ข้างหน้า

ทำให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ถูกผลักเข้ามุมอับเข้าไปทุกที

อาจจะต้องตัดสินใจผ่าทางตันด้วยการยุบสภา

การส่งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำตัวหลัก ในการหล่อเลี้ยงพลพรรคพปชร.ลงใต้เพื่อปูทางยึดเสียงภาคใต้ที่ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ครอบครองเป็นสัญญาณที่น่าจับตามอง