ในระหว่างทางที่รัฐบาลที่กำลังเดินหน้าเพื่อเร่งแก้ไขวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ที่กลับมาระบาดเป็นรอบที่ 3 อยู่นั้น กลับพบว่าบรรยากาศรอบด้าน โดยเฉพาะแนวรบทางการเมือง ดูจะไม่เป็นใจนัก !

แม้ทางหนึ่ง “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เลือกที่จะเบรคความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่าง “พรรคประชาธิปัตย์” กับ “พรรคพลังประชารัฐ” ด้วยการนำคำสั่งว่าด้วยการแบ่งงานเป็นรายจังหวัดให้กับรัฐมนตรี ลงไปกำกับดูแล เอาไว้ก่อน เพราะไม่ควรเปิดศึกหลายด้านพร้อมกัน

แต่ถึงกระนั้น ดูเหมือนว่า สถานการณ์ของรัฐบาลกำลังส่อเข้าขั้นวิกฤต ไม่ต่างจากภาวะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ที่กำลังสร้างความสูญเสียอย่างหนัก เมื่อพบว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศ ยังพุ่งทะยานไม่หยุด เช่นเดียวกับตัวเลขผู้เสียชีวิต ควบคู่ไปกับเสียงเรียกร้อง จากภาคประชาชนเพื่อให้รัฐบาลเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนให้รวดเร็ว เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันหมู่ รับมือกับโควิด ให้มากกว่าที่ผ่านมา

มิหนำซ้ำยังไม่เพียงแต่การส่งเสียงเรียกร้องในเรื่องการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้รวดเร็วเท่านั้น ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุใดรัฐบาลจึงปิดกั้นไม่ให้ “ภาคเอกชน” เข้ามาช่วยดำเนินการ “จัดหาวัคซีน” เพื่อช่วยรัฐบาลอีกทางหนึ่ง

แน่นอนว่า การตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดหาวัคซีนของรัฐบาลยังตามมาด้วยคำถาม จากฝ่ายการเมือง ว่ามีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งยังเกิดข้อสงสัยว่าวัคซีนที่จัดหาเข้ามาให้กับประชาชนคนไทยนั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะผลข้างเคียง

อย่างไรก็ดี ขณะที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาใหญ่ ด้วยการรับมือกับการระบาดรอบที่ 3 ซึ่งในแต่ละวันมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น โดยตัวเลขสูงเกินกว่าครึ่งแสนรายไปเรียบร้อยแล้ว น่าสนใจว่าปฏิบัติการ “เขย่า” ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล ยังไม่หยุดยั้ง แต่กลับเพิ่มดีกรีความแรงมากขึ้นตามลำดับ

ทั้งการเดินหน้าขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ ให้ลุกออกจากเก้าอี้นายกฯ เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข เคยเจอมาก่อน เมื่อ “กลุ่มหมอไม่ทน” เปิดแคมเปญ ล่าชื่อไล่ผ่านโลกโซเชี่ยล จนทำให้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยต้องออกมาปกป้อง อนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ให้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว !

แน่นอนว่า ปฏิบัติการเขย่ารัฐบาล ด้วยการพุ่งเป้าที่ “จุดเปราะบาง” ที่สุด คือการบริหารจัดการไวรัสโควิดของรัฐบาล ทั้งการจัดหาวัคซีน การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในอัตราที่น้อยเกินไป ตามที่มีการกล่าวอ้างนั้นย่อมเป็นประเด็นที่มีน้ำหนัก มากกว่าที่ “ม็อบราษฎร” เคยออกมาเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก หรือการที่ “ฝ่ายค้าน” เปิดฉากอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาฯ

ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการเคลื่อนไหว ของ “สองประสาน” ที่ยังไม่สามารถ สั่นคลอนพล.อ.ประยุทธ์ ได้มากเท่ากับการพุ่งเป้าไปที่เรื่องการจัดการวิกฤติโควิด -19

ยิ่งเมื่อได้ “แนวร่วม” เพิ่มมากขึ้น จากฝ่ายการเมืองเอง หรือแม้แต่ “ศัตรูเก่า” หน้าเดิมอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ที่ขยันแสดงความเห็นผ่าน “คลับเฮ้าส์” สร้างภาพให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างอดีตนายกฯทักษิณ กับนายกฯคนปัจจุบันอย่าง พล.อ.ประยุทธ์

เพราะงานนี้ ฝ่ายที่ถือเดิมพันสูง คือพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล ที่ต้องแบกน้ำหนักและความคาดหวังมากกว่า อดีตนายกฯทักษิณ กว่าหลายเท่า

เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ กำลังเผชิญหน้ากับ สารพัดปัญหาที่ล้วนแล้วแต่ท้าทาย ให้เขาเองต้องแก้เกมให้ได้ โดยเฉพาะการถูกสั่นคลอน ศรัทธา และความเชื่อมั่น อย่างต่อเนื่อง เพราะยิ่งปล่อยให้สถานการณ์ ตกเป็นรอง ยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้ จะยิ่งทำให้ ข่าวลือเรื่อง “ยุบสภา” เพราะรัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ครบเทอม ยิ่งกระพือหนักตามมามากขึ้นเท่านั้น !