แสงไทย เค้าภูไทย

สถานการณ์ระบาดระลอก 3 ของโควิด-19 ทำท่าจะแพร่กระจายวงกว้าง จนทำให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการเด็ดขาดเข้าควบคุม โดยหนึ่งในมาตรการดังกล่าว คือการดำเนินคดีกับผู้ไม่สวมหน้ากาก

นอกจากนี้ ยังใช้มาตรการเชิงรุก ห้ามการชุมนุมสังสรรค์ โดยบุกจับผู้ฝ่าฝืนจัดงานปาร์ตี้ ทุกรูปแบบ ปิดสถานบันเทิง สถานบริการแออัด จำกัดเวลาเปิดห้าง ร้านอาหาร ฯลฯ รวม 31 ประเภท

ที่สำคัญที่สุดคือการบังคบสวมหน้ากากปิดปาก-จมูก หลังจากที่ผู้ว่าราชการ 2 แห่งประกาศใช้บังคับ โดยมีบทลงโทษเป็นค่าปรับ 20,000 บาทนำร่อง

ใกล้เคียงกับมาตรการที่สิงคโปร์ใช้ ซึ่งมีอัตราปรับผู้ฝ่าฝืนครั้งละ 1,000 เหรียญสิงคโปร์ (22,000 บาท)

คอลัมน์นี้เคยเสนอและเรียกร้องให้ใช้มาตรการนี้ตั้งแต่ฉบับกลางเดือนตุลาคมแล้ว เพราะสังหรณ์ใจว่า การระบาดระลอกที่ 2 จะเกิดขึ้น หากยังหละหลวมต่อการบังคับใช้มาตรการสวมหน้ากาก

ถ้าทำแบบสิงคโปร์ เราก็อาจจะเปิดประเทศรับทัวร์นอกได้เหมือนสิงคโปร์ในไม่เกินกลางปีนี้

การที่ต้องใช้มาตรการบังคับสรวมหน้ากากปิดปากปิดจมูกก็เพราะอวัยวะทั้งสองเป็นประตูรับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายที่สำคัญที่สุด โดยพบเชื้อในสารคัดหลั่งจากแหล่งทั้งสองมากที่สุด

คือน้ำมูก พบมากสุดถึง 97.9% รองลงมาคือน้ำลาย 88.6% ลำคอ 60% ทั้งนี้เพราะ 3 จุดเป็นส่วนเชื่อมต่อกัน

ที่น่าแปลกใจก็คือ ส่วนที่พบมากอันดับสามคือ อุจจาระ 70.8%

ที่พบมากก็เพราะ เชื้อไวรัส เมื่อเข้าทางจมูกหรือปากแล้ว จะเข้าสู่ลำคอ จากลำคอจะเข้าสู่ปอดทางลมหายใจส่วนหนึ่ง เข้าสู่หลอดอาหารไปสู่กระเพาะอาหาร อีกส่วนหนึ่ง จากการกลืนน้ำลายหรือเสมหะลงไปในหลอดอาหาร ปนเปื้อนกับกากอาหารเคลื่อนไปสู่ลำไส้เล็ก ลงไปลำไส้ใหญ่แล้วถ่ายเป็นอุจจาระ

ส่วนที่พบน้อยที่สุดคือ น้ำตาพบแค่ 11%

การพบเชื้อจำนวนมากในอุจจาระ ทำให้สำนักงานการบินพลเรือนของจีน สั่งห้ามพนักงานบนเครื่องบินโดยสารทุกคน แม้แต่กัปตันใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้โดยสาร

โดยให้ใส่ผ้าอ้อมอนามัยหรือแพมเพิร์สสำหรับผู้ใหญ่ จะฉี่หรืออึก็ให้อยู่ในแพมเพิร์สนั้น

การที่เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายทาง “ทวาร” ทั้งห้า(ปาก 1 จมูก 2 ตา 2 ) การป้องกันจึงเน้นที่ใบหน้ามากกว่าส่วนอื่น ซึ่งหน้ากากอนามัยจะป้องกันการติดเชื้อได้ถึงกว่า 90% ในกรณีที่ทุกคนสวมหน้ากาก

และ 100% เมื่อเว้นระยะห่างทางกาย เกิน 2 เมตร แม้ระยะปลอดภัยจะอยู่ที่ 90 เซนติเมตรก็ตาม

การที่อินเดียทำสถิติติดเชื้อมากที่สุดในโลกภายในวันเดียวก็ด้วยสาเหตุจากการไม่สวมหน้ากากและไม่เว้นห่างทางกาย

การชุมนุมทางศาสนา ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่เรียกว่ามหากุมภเมลา มีผู้ร่วมชุมนุมนับล้านๆคน มาแออัด รวมกันเพื่ออาบน้ำล้างบาป และเป็นสิริมงคลในแม่น้ำคงคาที่ถือกันว่าเป็นสายธารศักดิ์สิทธ์ไหลลงมาจากยอดเขาไกรลาสหรือเขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนโลก ที่อยู่บนเทือกเขาหิมาลัยที่ถือเป็นสถานที่ประทับของพระศิวะและมวลหมู่ทวยเทพ

มีการสวดมนต์ร่วมกัน ลมหายใจใช้แล้วของแต่ละคนลอยล่องไปทั่วอาณาบริเวณ

การอาบน้ำล้างบาปในแม่น้ำคงคาร่วมกัน ร่างกายใกล้ชิดกันจนแทบจะประชิดตัวกันและกัน โดยไม่สรวมแมสก์

พฤติกรรมทั้งสอง คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้อินเดียเป็นดินแดนที่มีคนติดเชื้อโควิดเพิ่มต่อวันมากที่สุดในโลกนับแต่ 7 วันหลังสงกรานต์อันเป็นช่วงฟักตัวของโรค

บ้านเราก็เช่นกัน ตัวเลขติดเชื้อสูงสุดเกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกันกับอินเดีย

ยังดีที่การชุมนุมของคนไทยที่คลัสเตอร์ทองหล่อและสงกรานต์เป็นหลักพัน ไม่เป็นแสนๆเหมือนสงกรานต์อินเดีย

แต่ก็นั่นแหละ เผลอการ์ดตก หรือไม่ใช้มาตรการเข้มข้นควบคุมพฤติกรรมกิจกรรมร่วมหมู่ ก็อาจจะขยายวงกว้างได้

ขนาดรุนแรงน้อยกว่าอินเดียหลายร้อยเท่า เราก็ยังต้องคอยคิวเตียงว่างกันเลย

สำหรับอินเดีย คนตายเพิ่มขึ้นจนเผาศพไม่ทัน เมรุเผาถูกใช้งานไม่หยุดทั้งกลางวันกลางคืนจนแตก ต้องใช้วิธีขุดหลุมฝังหมู่แทน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯก็มีสภาพนี้ คนอเมริกันหวงสิทธิส่วนบุคคลเข้มข้น ไม่ฟังหมอ ไม่ยอมสวมหน้ากาก กินอยู่ ชุมนุมกันในสถานบันเทิง ผับ บาร์ งานปาร์ตี้ ราวกับอยู่ในสถานการณ์ปกติ

มีการเดินขบวนประท้วงเมื่อรัฐออกกฎเข้มงวดการชุมนุม และการไม่สวมหน้ากาก

ผลคือคนอเมริกันติดเชื้อไวรัสมากที่สุดในโลก ยอดคนตายสะสมมากที่สุดในโลก

แต่วันนี้ ชาวอินเดียแย่งตำแหน่งคนป่วยเพิ่มขึ้นต่อวันไปแล้ว ส่วนยอดคนตายต่อวันบราซิลยังนำ แต่ต่อไปอินเดียจะแย่งตำแหน่งนี้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าหน้ากากอนามัย เป็นเกราะปกป้องการติดเชื้อที่ดีที่สุด

เสริมด้วยล้างมือหรือชโลมเจลแอลกอฮอล์ เว้นระยะห่างกายภาพ รวมทั้งการระแวดระวัง ไม่ไปในที่อโคจร ไม่ดื่มไม่กินอาหารร่วมจาน ดื่มร่วมแก้วเหมือนกับที่ทำกันในผับ บาร์ทองหล่อ ฯลฯ

ไทยจะผ่านพ้นวิกฤติโควิดไปได้ไม่เกินกลางปี ด้วยมือหมอ และ อสม.ไทย