โดยบรรยง วิทยวีรศักดิ์
ประธานสมาคมที่ปรึกษาการเงินแห่งเอเชียแปซิฟิก

โควิดกลับมาระบาดอีกครั้ง ถือเป็นระลอก 3 ติดเชื้อง่ายกว่าเดิม โชคดีว่าการรักษาของแพทย์ดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้อาการไม่รุนแรง แต่หากติดเชื้อขึ้นมา ระวัง เหมือนต้องติดคุก 2 สัปดาห์

คงจำกันได้ว่า ตอนที่โรคโควิดระบาดใหม่ๆ ผู้คนกลัวกันมาก ผมได้ออกมาเขียนบทความเตือนสติว่าโรคโควิดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด จากการสังเกตุว่า แม้แต่คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกับผู้ป่วย ก็ไม่ได้ติดเชื้อ ดังนั้นจึงเชิญชวนให้ใช้ชีวิตตามปกติเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ แต่ต้องตั้งการ์ดสูงโดยการใส่หน้ากากอนามัย เฉพาะเวลาอยู่ในที่ชุมชน เช่น รถไฟฟ้าหรือไปตลาดสด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าผู้ป่วยโรคนี้ ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง อัตราเสียชีวิตก็ต่ำมาก เมื่อเทียบกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน บทความนี้ได้รับการแชร์ไปทั่วประเทศ และมีคนอ่านมากกว่า 1 ล้านคน

ในตอนนั้น ผู้คนตื่นตระหนกกันมาก มองว่าโรคโควิดเป็นโรคมฤตยู หากป่วยขึ้นมาต้องเสียชีวิต หรือปอดต้องพังอย่างถาวร จึงพากันซื้อประกันโควิดจำนวนมาก สูงถึง 9 ล้านกรมธรรม์ภายในปีเดียว (ขณะที่แต่ละปีมีคนซื้อประกันชีวิตเพียงแค่ 3 ล้านกรมธรรม์เท่านั้น) ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ซื้อประกันโควิด เพราะมองว่าเราอยู่ในประเทศเขตร้อน ที่เชื้อโรคไม่สามารถแพร่กระจายได้เร็วเหมือนเมืองหนาว อีกทั้งยังรู้วิธีป้องกันตัวเอง ไม่เข้าไปในที่สุ่มเสี่ยง

แต่ตอนนี้ ความคิดผมเปลี่ยนแล้ว เพราะเชื้อโควิดมีวิวัฒนาการที่ทำให้มันแพร่กระจายได้ดีขึ้นแม้ในเมืองร้อน มีปรากฏการณ์ที่คนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงติดเชื้อกันได้ง่ายและติดเชื้อทั้งครอบครัว แถมคนไทยก็ไม่ได้ตื่นตัวป้องกันเหมือนเดิมโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว เพราะคิดว่าถึงตัวเองติดเชื้อก็มีอาการไม่รุนแรง จึงใช้ชีวิตโลดโผน โดยไม่ได้มีการป้องกันตัวใดๆ เมื่อผู้คนอยู่ในความประมาท ผมก็ต้องระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น

ผมเพิ่งซื้อประกันโควิดเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว และบอกให้ทุกคนในครอบครัวซื้อไว้ทั้งหมด แบบประกันที่ผมแนะนำให้คนในครอบครัวซื้อคือ แบบประกันที่เรียกว่าเจอ-จ่าย-จบ เพราะพวกเรามีประกันสุขภาพกันทุกคน เพียงพอสำหรับเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งหมด แต่คิดว่าอย่างน้อยในห้วงเวลาที่ถูกกักตัว อาจจะทำให้ทำงานทำการได้ไม่สะดวก ก็ยังมีเงินมาชดเชยความสูญเสียให้กับพวกเราบ้าง

พูดถึงเรื่องประกันสุขภาพ ในภาวะคับขันแบบนี้ ก็เห็นประโยชน์ของมันขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อเราป่วยเป็นโรคโควิด จริงอยู่ รัฐบาลประกาศว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการรักษาพยาบาลทั้งหมด แต่เมื่อเราไปโรงพยาบาลของรัฐ มักเจอปัญหาว่าเตียงเต็ม ครั้นไปโรงพยาบาลเอกชน เขาจะอ้างว่าเตียงเต็มหรือไม่ก็น้ำยาตรวจหมด แต่โดยข้อเท็จจริงที่ทราบมาคือ ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น โรงพยาบาลเหล่านี้จะเบิกจากรัฐบาลได้ล่าช้ามาก แถมยังไม่ได้ราคา เขาจึงมีความสบายใจที่จะรักษาคนไข้ที่มีประกันสุขภาพของตนเองมากกว่า โดยเฉพาะคนที่มีประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย

เท่าที่ทราบ ค่ารักษาพยาบาลต่อวัน ตกวันละ 10,000 บาทโดยทั่วไปใช้เวลาในการรักษา 14 วัน หรือตกประมาณ 150,000 บาท นี่เฉพาะในกรณีที่ไม่มีอาการแทรกซ้อนอะไร เพียงแค่กักตัวอยู่ในโรงพยาบาลหรือโรงแรมที่เป็นคู่สัญญากับโรงพยาบาล (hospitel) แต่หากถ้าเป็นคนไข้ที่มีอาการแทรกซ้อน ค่ารักษาพยาบาลอาจสูงขึ้นไปถึง 1 ล้านบาท นับเป็นข้อมูลที่น่าตกใจ แต่ออกมาจากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

กลับมาพูดถึงการทำประกันโรคโควิด สำหรับผม ปีที่แล้วหากเทียบกับการทำประกันอัคคีภัย บ้านของผมมีระบบป้องกันไว้ดีพอสมควร มีถังดับเพลิงไว้หลายจุด ผมจึงค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ติดเชื้อแน่ แต่มาถึงเวลานี้ เสมือนเราเห็นเปลวไฟกำลังโหม รุกคืบมาทางบ้านเรา อยู่ห่างไปอีกแค่ 10 กว่าหลังคาเรือนแล้ว แต่เมื่อมีคนมาขายประกันอัคคีภัยในราคาเท่าเดิม ถามว่าเราจะซื้อหรือไม่ นั่นคือเหตุผลที่ผมตัดสินใจทันทีและบอกให้ทุกคนในครอบครัวรีบทำประกันโควิด

ไม่มีสถานะการณ์ไหน ที่เหมาะสมให้เราซื้อประกันโควิดได้ดีเท่ากับเวลานี้อีกแล้ว เบี้ยประกันเท่าเดิม ขณะที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว นี่ก็ได้ข่าวว่าบริษัทประกันวินาศภัยบางแห่ง อาจจะพิจารณาปรับเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น หากมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ แต่ในทางกลับกัน เมื่อถึงปีหน้า หากพวกเราฉีดวัคซีนกันพอสมควรแล้ว ความจำเป็นเรื่องการทำประกันโควิดก็จะลดน้อยลงไป

แน่นอนว่า ไม่มีใครอยากติดโรคโควิดหรอก มันทำให้ร่างกายอ่อนแอทรุดโทรม ถึงแม้เรื่องที่เชื้อโรคจะไปทำลายปอดอย่างถาวรนั้น ยังไม่มีการยืนยันมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราควรจะไปเสี่ยง ในระหว่างนี้เราก็ควรดูแลสุขภาพตัวเอง และตั้งการ์ดให้สูงขึ้น โดยผมมีคาถาสั้นๆที่ใช้ป้องกันโรคโควิดคือ

1. ให้หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ คือ “คนเยอะ อากาศเย็น ยื้อแย่งและแข่งกันตะโกน” โปรดสังเกตว่า สถานที่มีการแพร่ระบาดอย่างมาก ล้วนแต่มีองค์ประกอบเหล่านี้ทั้งสิ้น ไม่ว่า ผับบาร์ สนามมวย หรือตลาดกุ้ง

2. ยกการ์ดให้สูงด้วยการ “สวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อย และคอยออกกำลังกาย”เพราะอย่างไรเสีย การสวมหน้ากากคงไม่ลำบากเท่าถูกกักบริเวณเป็นแน่แท้

ท้ายที่สุดนี้ ถึงแม้การป่วยเป็นโรคโควิดนี้ จะไม่ใช่โทษประหาร(ไม่ถึงตาย) แต่ก็เป็นโทษจำคุก เพราะทันทีที่แพทย์ตรวจพบว่าเราป่วยเป็นโรคโควิด เราจะถูกอายัดตัวและถูกกักบริเวณทันที ต้องรักษาจนกว่าจะหาย ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 14 วัน เราอาจทำให้คนใกล้ชิดของเรา ไม่ว่าคนในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน จะต้องถูกกักตัวไปด้วย เพื่อดูว่าจะได้รับเชื้อจากเราหรือไม่ เพราะเชื้ออาจจะอยู่ในระยะฟักตัวก็ได้

ดังนั้น การป่วยเป็นโรคโควิด จึงสร้างความยุ่งยากให้กับเราและคนรอบข้าง ความรู้สึกที่ได้รับและสายตาที่ผู้คนมองมาที่เรา จึงไม่ต่างกับการเป็นผู้ต้องหาคดีจำคุกเลย

ท่านล่ะครับ เชื่อหรือยังว่า การติดโควิด ไม่ใช่โทษประหาร แต่มันเสมือนการถูกลงโทษจำคุกดีๆนี่เอง