ผู้คนมักจะหลง (โมหะ) อุดมการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เชิดชูประชาธิปไตย โลกจะเสื่อมทราม ผู้คนจะถูกกดขี่ถ้าไม่มีการกาบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง , จะต้องขจัดสุราไม่ให้มีขายอย่างที่รัฐบาลสหรับอเมริกาสมัยหนึ่งเคยำมาแล้ว ฯลฯ อุดมการในด้านดีเป็นเรื่องดี แต่ก็ยังไม่อาจล้างทำลายเรื่องไม่ดีให้หมดไปจากโลกไม่ได้

กระบวนทัศน์ของมนุษย์นั้น สรุปได้กว้าง ๆ เป็นสามกระบวนทัศน์ใหญ่

1.กระบวนทัศน์ที่สร้างโลกทัศน์-ชีวทัศน์ ให้ปัจเจกชนหมกมุ่นอยู่กับประโยชน์ส่วนตน ขาดความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่รับผิดชอบต่อการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ
2.กระบวนทัศน์ที่สร้างโลกทัศน์-ชีวทัศน์ ให้ปัจเจกชนมีจิตสำนึกต่อประโยชน์ส่วนรวมร่วมกัน มีจิตสำนึกรับผิดชอบงานทางสังคม (เช่นเศรษฐกิจ , การเมือง ร่วมกัน) มีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ รับผิดชอบต่อการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ
3.กระบวนทัศน์ทางสายกลางที่ไม่อาจต้านทางกระบวนทัศน์แบบที่หนึ่ง แต่ก็มีบทบาทพยายามลดทอนข้อเสียของกระบวนทัศน์ที่หนึ่ง นั่นคือองค์กรทางศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลก

ในทางเป็นจริงนั้นทั้งสามกระบวนทัศน์มีความซึมซ่านเข้าผสมกัน มนุษย์แต่ละคนล้วนมีกระบวนทัศน์ทั้งสามอยู่ในจิตใจ (เกิดจากการภาวะแวดล้อมของพวกเขา)ในระดับที่ต่าง ๆ กันไป

กระบวนทัศน์ที่ 2 นั้นดูงดงาม และนักอุดมคติก็พยายามต่อสู้เพื่อขยายแนวคิดนี้โดยมีทฤษฎีชี้นำต่าง ๆ กันไปในหลายร้อยปีนี้

ผู้คนที่มีกระบวนทัศน์แบบที่สามมีจำนวนมากที่สุด เป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่ก็เป็นภาคส่วนที่ไม่มีอำนาจทางการเมือง ไม่มีอำนาจการเงิน และที่สำคัญคือมักกลายเป็นเหยื่อถูกมายาจากกระบวนทัศน์แบบที่หนึ่งครอบงำ

“โดยปกติ คนส่วนใหญ่มีชีวิตไปวัน ๆ โดยไม่เคยเข้าใจหรือวิพากย์วิจารณ์สภาพของตนเอง เกิดมาก็มีตำแหน่งแหล่งที่ที่แน่นอนแล้ว และก็ยอมรับสภาพที่แต่ละวันยื่นให้ ไม่เคยคิดไปไกลกว่าสิ่งที่ต้องการเฉพาะหน้า พวกเขาแสวงหาความพึงพอใจตามความกระหายอยากเฉพาะหน้าเกือบจะเป็นสัญชาติญาณของสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่มีการคิดล่วงหน้า โดยไม่คำนึงเลยว่าหากใช้ความพยายามให้เพียงพอแล้วก็อาจจะเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตทั้งหมดไปได้

มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้ความพยายามในการคิดจากความใฝ่ฝันส่วนตัวของตนเอง ซึ่งก็จำเป็นที่จะต้องดันตัวเองเข้าไปร่วมอยู่ในวงสังคมที่มีโชคมากกว่า แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยในกลุ่มนี้เท่านั้น ที่สนใจพิทักษ์ประโยชน์ที่ตนเองได้มาอย่างจริงจัง และก็มีคนน้อยยิ่งไปกว่านี้อีกที่หาได้ยากยิ่ง ที่จะมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์จนทำให้พวกเขาทนต่อความชั่วร้ายและความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ได้” (เบอร์ทรันด์ รัสเซล “เส้นทางสู่เสรีภาพ” สำนวนแปลของ สันติ จำรูญ)

ความพยายามที่จะป้องกัน , ปัดเป่าบรรเทา สภาวะสังคมที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายและการทำลายล้างกันเองของมนุษย์นั้นมีมานมนานแล้ว นักอุดมคติพยายามคิดค้นระเบียบสังคมที่กว่าเดิมเรื่อยมา ผู้ที่มองโลกในแง่อุดมคติ ย่อมจะโศกเศร้ากับความชั่วร้ายที่มนุษย์ปล่อยให้เกิดขึ้น แล้วเขาจะปรารถนาที่จะโน้มนำผู้คนทั้งหลายให้เข้าใจถึงสิ่งดีงามที่ผลักดันความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา ความปรารถนานี้คือพลังพื้นฐานของนักอุดมคติ

การต่อสู้สร้างสรรค์ผลักดันสังคมให้ดีงามมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องใช้เวลายาวนาน มันไม่อาจสำเร็จได้ในชั่วชีวิตคน ๆ หนึ่ง แต่เป็นกระบวนการที่จะต้องทำสืบเนื่องไปนับร้อยปีนับพันปี เราต้องสืบทอด “แรงปรารถนา” นี้ จากรุ่นสู่รุ่น จึงจะสามารถรักษาพลังแห่งการสร้างสรรค์ดัดแปลงสังคมไว้ตลอดไป