เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (23 ก.พ.64) นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) พร้อมด้วยนายไพฑูรย์ อินทรบุตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ นายสุทธิชัย โผภูเขียว ผู้ช่วยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สลักพระ พร้อมเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ กว่า 10 นาย เดินทางไปตรวจสอบที่ดินที่มีการครอบครอง เป็นเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 2825 ที่ออกในปี พ.ศ.2536 รวมเนื้อที่ 99 ไร่ 63 ตารางวา

สำหรับที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านท่ามะนาว หมู่ 2 ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ส่วนสาเหตุการเข้าตรวจสอบในครั้งเนื่องจากคณะเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนว่าที่ดินแปลงดังกล่าวออกเอกสารให้โดยมิชอบ เมื่อไปถึงพบที่ดินแปลงดังกล่าวโล่งเตียน มีรั้วลวดหนามขึงล้อมรอบพื้นที่แสดงบริเวณให้เห็นอย่างชัดเจน กลางแปลงที่ดินมีบ้านพักหลักขนาดใหญ่ สำหรับพื้นที่โดยรวมใช้ปลูก ทุเรียน ลองกอง และอินทผาลัม เกือบเต็มพื้นที่

โดยเจ้าหน้าที่ได้เรียก น.ส.ศิริวรรณ โดดสังข์ ชาวตำบลบางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ผู้ดูแลออกมาพบ พร้อมกับแจ้งความประสงค์ให้ทราบ และให้นำพาตรวจสอบขอบเขตของแปลงที่ดินตามเอกสาร นส.3 ก อย่างละเอียด ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผอ.สบอ. 3(บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนาย วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส.นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส.และนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ที่มีนโยบายให้ดำเนินการ ตรวจสอบและดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนที่มีการออกเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินภายในเขตป่า โดยมิชอบด้วยกฎหมายขอย่างเข้มข้น ตามนโยบาย.ยกกำลัง 2+4

โดยที่ดินเอกสาร น.ส.3 ก ได้เปลี่ยนมาจากหนังสือรับรองการประโยชน์(น.ส.3)สาระบบเล่ม 48 หน้า 81ซึ่งออกในปี พ.ศ.2521 ตามมาตรา 59 ทวิ ประมวลกฎหมายที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 ก.พ.2515 ซึ่งเป็นการออกโฉนด หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เฉพาะราย ในที่ดินซึ่งบุคคลครอบครองและทำประโยชน์ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ(1ธ.ค.2497) โดยไม่มีหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดิน และไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 5 ประมวลกฎหมายที่ดิน

นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพื้นที่ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3ก) โดยใช้เครื่องวัดพิกัด ดาวเทียม GPS ตรวจสอบจุดรอบแปลงได้ จำนวน 35 จุด แล้วนำพิกัดที่วัดได้ไปตรวจสอบ ปรากฏว่าเอกสาร น.ส.3 ก.อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ที่ประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์ฯ เมื่อปี พ.ศ.2508 อีกทั้งยังออกทับเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี พ.ศ.2516 อีกด้วย โดยเมื่อนำไปตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง เมื่อปี พ.ศ.2495-2499 ผลการอ่านตีแปลผลภาพถ่ายทางอากาศ ปรากฏว่า พื้นที่มีสภาพเป็นป่าผลัดใบเต็มแปลง ไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์มาก่อนแต่อย่างใด

จึงเห็นได้ชัดเจนว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3ก.)นั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ ตามมาตรา 59 ทวิ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 ก.พ.2515 เพราะไม่ได้มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ

และขัดกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 ออกตามประมวลกฎหมายที่ดิน 2497 ข้อ8 (2)ห้ามออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่เขา ที่ภูเขา ที่สงวนหวงห้าม หรือที่ดินที่ส่วนราชการเห็นว่าควรสงวนไว้เพื่อใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

อีกทั้งยังขัดกับระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติฉบับที่ 2 พ.ศ. 2515ข้อ 7(2) และข้อ9(1) การออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต้องไม่อยู่ในเขตที่ทางราชการ จำแนกไว้เป็นเขตป่าไม้ถาวร จึงเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3 ก)โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะต้องถูกศาลสั่งเพิกถอนตามมาตรา 82 วรรคท้าย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ดังนั้นตนจึงมอบหมายให้นายไพฑูรย์ อินทรบุตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ นำเอกสารหลักฐาน เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ลาดหญ้า ดำเนินการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อชี้มูลความผิดต่อกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ทำการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

คือคณะกรรมการสอบสวนสิทธิ์ ในที่ดินตามคำสั่งอนุมัติ ท้ายบันทึกข้อความ กบ.ทบ.ที่ กห.0318/6666 ลงวันที่ 26 ส.ค. 2518 และคำสั่งจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 1099/2518

โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวทั้งหมดได้สอบสวนสิทธิ์ ในวันที่ 5 พ.ย.2519 และรับรองว่า บริเวณที่จะออกหนังสือรับรองการการทำประโยชน์ (น.ส.3)แปลงดังกล่าว ได้มีผู้อยู่อาศัยทำกินมาก่อน พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน ในท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี พ.ศ. 2481 และรับรองว่าที่ดินแปลงนี้อยู่นอกเขตป่าสงวนหวงห้าม อยู่นอกเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นเท็จ บุคคลทั้งหมดจึงมีความผิดตามมาตรา ปอ.มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย

สำหรับ อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ พบว่าในระหว่างปี พ.ศ.2520-2529 ได้รับรองว่าที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่นอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ซึ่งเป็นการรับรองอันเป็นเท็จ จึงมีความผิดตาม ปอ.มาตรา157 แต่ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว

ส่วนนายวีระ นามสมมุติ ชาวกรุงเทพฯ ผู้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3)เมื่อ ปี พ.ศ. 2519 โดยให้ถ้อยคำว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นของนายสมปองฯ ได้เข้าทำประโยชน์มาแล้วประมาณ 40 ปี โดยเมื่อปี พ.ศ.2500 นายสมปอง ได้ขายและโอนที่ดินให้กับ จ่าสิบตรี ต่อมาปี 2516 จ่าสิบตรี ได้ขายและโอนให้ตน ถ้อยคำดังกล่าวจึงเป็นการให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ

ซึ่งขณะนั้นมีอดีตกำนันตำบลวังด้ง รวมทั้งนายพิมล ชาวจังหวัดกาญจนบุรี และนายสมหวัง ชาวจังหวัดกาญจนบุรี มาเป็นพยาน จึงถือว่าเป็นพยานเท็จ บุคคลทั้งหมด จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ตาม ปอ.มาตรา157 ประกอบมาตรา 86

และนอกจากนี้ยังมีข้าราชการระดับสูงในขณะนั้นคือ อดีตปลัดจังหวัด รักษาราชการแทน ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นผู้อนุมัติให้นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ในปี พ.ศ. 2519 โดยการอนุมัติได้พิจารณาจากสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ข้างต้น จึงขอให้ ป.ป.ช.สอบสวนเพิ่มเติมว่าอดีตปลัดจังหวัดกาญจนบุรี มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยมิชอบนี้หรือไม่ อย่างไร

ขณะที่ อดีตนายอำเภอเมืองกาญจนบุรี ที่เป็นผู้เปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3)มาเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) ในปี พ.ศ.2536 ขอให้ ป.ป.ช.สอบสวนเพิ่มเติมว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยมิชอบดังกล่าวหรือไม่ อย่างไรเช่นกัน

นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผอ.สบอ.3 บ้านโป่ง เปิดเผยว่า นอกจากนี้ การที่เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ลาดหญ้าครั้งนี้ ยังได้นำหลักฐานมอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.ดำเนินสืบสวนสอบสวนกลุ่มภาคเอกชนที่เคยซื้อขายที่ดินแปลงเดียวกันเป็นทอดๆ

นายนิพนธ์ฯ เปิดเผยว่า สำหรับโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เป็นเอกสารมหาชนที่รัฐออกให้ ที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าออกมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าของที่ดินจึงมีสิทธิใช้สอยและทำประโยชน์ในที่ดิน ได้อย่างเต็มที่ จนกว่าจะมีการร้องเรียนเป็นคดีแล้วจะถูกเพิกถอน

แต่ถึงแม้จะถูกเพิกถอน หากเจ้าของที่ดิน พิสูจน์ได้ว่าได้โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ มาโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน โดยไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้องในการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าของที่ดินที่ถูกเพิกถอน สามารถฟ้องต่อศาลปกครองเรียกค่าซื้อที่ดิน หรือค่าเสียหายคืนได้ จากกรมที่ดิน เทียบเคียงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.254/2556 และคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.111/2558