นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.)แถลงผลการดำเนินงาน ปตท.ในไตรมาส 4 ปี 2563 เริ่มฟื้นตัว โดย ปตท.และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 71,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,149 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.1 และกำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี2563 จำนวน 13,147 ล้านบาท ลดลง 973 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.9 จากไตรมาสก่อนหน้า สำหรับผลการดำเนินงานของปี 2563 ปตท.และบริษัทย่อยมี EBITDA จำนวน 225,672 ล้านบาท ลดลง 63,300 ล้านบาท หรือร้อยละ 21.9 มีกำไรสุทธิจำนวน 37,766 ล้านบาท ลดลง 55,185 ล้านบาท หรือร้อยละ 59.4 จากปี 2562

ทั้งนี้แสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจให้ยังคงมีความเข้มแข็ง เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันแม้ว่าจะได้รับผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสCOVID–19 โดยล่าสุด คณะกรรมการ ปตท.ในการประชุม เมื่อวันที่18กุมภาพันธ์ 2564 มีมติเห็นชอบให้จ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2563 ในอัตราหุ้นละ 1.00 บาทแบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการ6เดือนแรกในอัตราหุ้นละ 0.18 บาท และ 6 เดือนหลังอีก 0.82 บาท ทั้งนี้กลุ่ม ปตท.นำส่งรายได้ให้รัฐ ทั้งในรูปเงินปันผลและภาษีเงินได้ในปี 2563 จำนวน 36,535 ล้านบาท หากรวมนับตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน รวมจำนวนประมาณ 9.9 แสนล้านบาท

ส่วนการดำเนินธุรกิจในช่วง5ปีข้างหน้า (ปี2564-2568)กลุ่ม ปตท.เตรียมแผนลงทุนในวงเงินรวม 850,573 ล้านบาท (ไม่รวมโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการลงทุนหรือแสวงหาโอกาสในการลงทุน)และจัดเตรียมงบลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า จำนวน 804,202 ล้านบาทเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาเศรษฐกิจไทยทั้งในธุรกิจหลักของกลุ่มโรงกลั่น ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมีมุ่งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วยการรุกธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต

ขณะเดียวกันยังรวมถึงเชื่อมต่อคุณค่าจากแหล่งผลิตปิโตรเลียมสู่ประชาชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อให้เกิดระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) ตั้งแต่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และก๊าซธรรมชาติ สู่ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า จนถึงธุรกิจแบตเตอรี่และการกักเก็บพลังงาน (Battery & Energy Storage) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ ได้แก่ โครงการ LNG Terminal 2(หนองแฟบ) โครงการโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 7 โครงการท่อก๊าซฯ บนบกเส้นที่ 5 รวมถึงการเดินหน้าลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ผ่านบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด (GRP) โดยมีเป้าหมายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน 4.3 GWภายในปี 2568

ทั้งนี้นอกเหนือจากนวัตกรรมด้านพลังงานกลุ่ม ปตท.ยังเตรียมพร้อมก้าวสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยในอนาคต เช่นการจัดตั้งบริษัท AI and Robotics Venture(ARV) ของบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) รวมถึงการจัดตั้งบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจLife Scienceใน4กลุ่มธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงได้แก่ 1.ธุรกิจยา 2.ธุรกิจอาหารและโภชนาการ 3.ธุรกิจอุปกรณ์และวัสดุทางการแพทย์ 4.ธุรกิจเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อให้เป็นNew S–Curveของกลุ่ม ปตท. และประเทศไทยทั้งยังส่งเสริมสาธารณสุขคนไทยให้มั่นคง

ขณะที่ในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม กลุ่ม ปตท. ได้ร่วมกันยกระดับการพัฒนาธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการกำหนดค่าเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท. ร้อยละ 27 เทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานตามปกติ ปี2573รวมถึงการสานต่อโครงการเพื่อสังคมต่างๆ โดยจะมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วมเสริมสร้างความเข้มแข็งทางสังคม โดยดำเนินโครงการ Restart Thailand สนับสนุนการสร้างงาน สร้างรายได้ และทักษะอาชีพด้วยการจ้างแรงงาน พนักงาน และนักศึกษาระดับ ปวช.-ปริญญาตรีในทุกภูมิภาคกว่า 25,000 อัตรา ซึ่งในส่วนของ ปตท.ได้มีการฝึกอบรมนักศึกษาจบใหม่เพื่อให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมและพัฒนาทักษะด้านต่างๆในโครงการ SMART Farming สนับสนุนชุมชนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรสู่วิถีใหม่ และ SMART Marketing เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนและส่งเสริมการใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์และE–commerceเป็นต้น