มิใช่เพียงผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ใช้สำหรับสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้เท่านั้น แต่ทว่า ยังสามารถนำไปใช้ด้านการทูต สร้างสรรค์อิทธิพลระหว่างประเทศแก่ชาติผู้มอบให้ได้อีกต่างหากด้วย

สำหรับ “วัคซีน” ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ใช้สำหรับสร้างภูมิคุ้มกันโรคที่ว่า ซึ่งกำลังถูกบรรดาชาติมหาอำนาจ ใช้เป็นเครื่องมือทั้งในด้านสานสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมๆ กับขยายอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างเสร็จสรรพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไวรัสโคโรนา 2019 ที่กำลังอาละวาดประเทศต่างๆ ทั่วโลก ณ เวลานี้ จนมีผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนสะสมร่วม 100 ล้านคน พร้อมกั้นนั้นยังคร่าชีวิตผู้ติดเชื้อไปแล้วเกือบ 2.2 ล้านคน ด้วยกัน

ส่งผลให้ต่างพากันถวิลหาวัคซีนเพื่อมาใช้ป้องกันไวรัสมรณะข้างต้น และเปิดโอกาสให้บรรดาชาติมหาอำนาจใช้เป็นช่องทางขยายอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศ ผ่านปฏิบัติการที่เรียกว่า “การทูตวัคซีน”

ที่นับว่า แข่งขันกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ยิ่งกว่าคู่ไหนๆ ก็เห็นจะเป็นคู่ของ “จีน” กับ “อินเดีย” จากการที่ทั้งสองประเทศ จัดทำเป็นโครงการ จนเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

เริ่มจากจีน ที่บริษัทด้านเวชภัณฑ์ของทางการปักกิ่ง วิจัยพัฒนาวัคซีนขึ้นมาได้ก่อน เช่น วัคซีนขนาน “โคโรนาแวค” หรือที่ถูกเรียกกันคุ้นปากว่า “ซิโนแวค” โดยเรียกตามชื่อบริษัทผู้วิจัยพัฒนา นั่นคือ “ซิโนแวค ไบโอเทค” และวัคซีนขนาน “ซิโนฟาร์ม” ของบริษัท ซิโนฟาร์ม ซึ่งเป็นบริษัทด้านเวชภัณฑ์จากจีนเช่นกัน

ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันไวรัสโควิดฯ สายพันธุ์มังกร เริ่มปรากฏโฉมมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ด้วยการเริ่มฉีดให้แก่บุคลากรในกองทัพปลดปล่อยประชาชน หรือพีแอลเอ ส่วนในปฏิบัติการ “การทูตวัคซีน” ทางการจีน ก็ได้นำวัคซีนขนานของพวกเขา บริจาคให้แก่ประเทศต่างๆ หลายภูมิภาคด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย กัมพูชา ตุรกี เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีบริจาคให้แก่ในกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ตลอดจนอเมริกาใต้ หรือละตินอเมริกา อีกต่างหาก นอกเหนือจากการจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว

ขณะที่ ทางการอินเดีย ซึ่งดำเนินการผลิตวัคซีนหลายขนาน ทั้งขนานที่ผ่านการวิจัยพัฒนาจากต่างประเทศ เช่น ขนานของบริษัทแอสตราเซเนกา ที่วิจัยพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาออกซ์ฟอร์ด จากประเทศอังกฤษ ซึ่งมีชื่อว่า “โควิดชิลด์ (Covidshield)” อันเป็นวัคซีนขนานของแอสตราเซเนกา-มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อังกฤษ แต่ “ผลิตในอินเดีย (Made in India)” โดย “สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย” หรือ “เอสไอไอ” ของทางการอินเดีย

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนขนานที่อินเดีย วิจัยพัฒนาขึ้นมาเอง มีชื่อว่า “โควาซิน (Covaxin)” ซึ่งผลิตโดยบริษัท ภารัตไบโอเทค ในอินเดีย

โดยวัคซีนทั้งสองขนานของอินเดีย จำนวนหลายร้อยล้านโดสเหล่านี้ ทางการอินเดียก็จะแจกจ่ายให้แก่บรรดาประเทศเพื่อนบ้านของแดนภารตะ ในย่านเอเชียใต้ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บางประเทศ เป็นปฐมก่อน ได้แก่ ภูฏาน เนปาล บังกลาเทศ มัลดีฟส์ และเมียนมา รวมถึงศรีลังกา และอัฟกานิสถาน ด้วย

ใช่แต่เท่านั้น ในปฏิบัติการแจกวัคซีนหนแรกนี้ อินเดีย ยังขยายวงไพบูลย์ไปไกลถึงแอฟริกาตะวันออกอย่างในประเทศมอริเชียส และประเทศเซเชลล์ อีกต่างหาก

นายนเรนทรา โมทิ นายกรัฐมนตรีอินเดีย เรียกปฏิบัติการการทูตวัคซีนของอินเดียที่เริ่มดำเนินไปในโครงการนี้ว่า “วัคซีนไมตรี (Vaccine Maitri)” หรือ “วัคซีนเฟรนด์ชิป (Vaccine friendship)

ทั้งนี้ โครงการวัคซีนข้างต้น บรรดานักวิเคราะห์ ก็แสดงทรรศนะว่า เพื่อแข่งขันการขยายอิทธิพลของจีน ที่กำลังแผ่ออกไปอย่างกว้างขวางในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งภูมิภาคอื่นๆ โดยเป็นปฏิบัติการของทางการอินเดีย ที่กำลังพยายามแสดงให้เห็นว่า แดนภารตะ หรือโรตี ซึ่งแม้ว่าเป็นรองจีนแผ่นดินใหญ่ในด้านการทหาร และเศรษฐกิจกันอยู่หลายกระบวนท่า แต่ถ้าพูดถึงด้านการแพทย์ การสาธารณสุข และการผลิตวัคซีน ตลอดจนยาเวชภัณฑ์แล้วหล่ะก็ มิได้ด้อยไปกว่า หรืออาจจะเหนือกว่าพญามังกรกันด้วยซ้ำ