คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเห็นไดัอย่างค่อนข้างเด่นชัดว่าเขาได้ยึดเอาโซเชียลมีเดียเข้ามาช่วยเป็นอาวุธสำคัญ ทั้งนี้จากการที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ “CBS 60 Minutes” หลังจากที่เขาได้รับชัยชนะเมื่อปี 2016 ว่า “หากข้าพเจ้ามิได้ใช้ทวิตเตอร์และ เฟซบุ๊กแล้วไซร้ ข้าพเจ้าคงจะไม่มีโอกาสได้รับชัยชนะเป็นแน่แท้”

ทั้งนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้อธิบายว่า เขาใช้ทวิตเตอร์เป็นอาวุธต่อสู้กับศัตรูทางการเมือง และใช้ เฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการหาเงินบริจาค!!!

เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับชัยชนะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว ดูเหมือนว่า เขากลายเป็นเจ้าของได้ครอบครองพรรครีพับลิกันในกำมือไปแล้วโดยปริยาย เพราะเมื่อใดก็ตามที่เกิดมีนักการเมืองคนใดออกมาแสดงความไม่จงรักภักดี มีข้อพิพาทต่อเขาแล้วละก็ เขาจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงโพสต์ประจานกล่าวโจมตีแบบซ้ำแล้วซ้ำผ่านทวิตเตอร์จนนักการเมืองแต่ละคนจะค่อยๆหลุดไปจากวงโคจรของแวดวงการเมือง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ “ประธานสภาผู้แทนราษฎรพอล ไรอัน” ที่เคยลงแข่งขันในตำแหน่งรองประธานาธิบดีควบคู่กับ “มิตต์ รอมนีย์” โดยต่อมาเขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯ แต่เนื่องจากเขาต้องการจะวางตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อประธานาธิบดีทรัมป์ จนที่สุดต้องพบกับความแพ้พ่ายต่ออำนาจโซเชียลยอมยกธงขาว เพราะถูกประธานาธิบดีทรัมป์ห้ำหั่นกระหน่ำโจมตีตลอดเวลา

ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะสร้างความหวาดกลัวต่อบรรดานักการเมืองในพรรครีพับลิกันเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่ก็ยังมี “วุฒิสมาชิกมิตต์ รอมนีย์” ที่ถือเป็นแกะดำของพรรครีพับลิกันกล้าหาญฉายเดี่ยวยืนกรานยึดถืออุดมการณ์ที่ไม่เกรงกลัวและไม่ยอมขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเขาเป็นเพียงผู้เดียวในพรรครีพับลิกันที่ลงมติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งเมื่อปี 2019

ส่วนอุปนิสัยเสียๆประจำตัวของประธานาธิบดีทรัมป์นั้น เราจะเห็นได้ว่าเขามักจะชื่นชอบการโป้ปดกุข่าวไม่จริงมดเท็จต่างๆนาๆ เพื่อต้องการให้คนอเมริกันหลงเชื่อแบบประจำปี ประจำเดือน ประจำวัน และประจำชั่วโมง ซึ่งได้เคยเกิดขึ้นแล้วกับ “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา” โดยเมื่อปี 2011 ที่โดนัลด์ ทรัมป์ เต้าข่าวขึ้นมาว่า “ประธานาธิบดีโอบามาเป็นชาวมุสลิม เกิดที่ประเทศเคนยา มิได้เกิดในสหรัฐฯและไม่มีสิทธิ์รับตำแหน่งประธานาธิบดี” จนทำให้คนอเมริกันส่วนใหญ่หลงเชื่อคล้อยตาม และถึงแม้ว่า ประธานาธิบดีโอบามาจะนำใบสูติบัตรออกมาแสดงว่า ตนเกิดที่ฮาวาย เพื่อลบกระแสแล้วก็ตาม แต่โดนัลด์ ทรัมป์กลับออกมาหน้าหนาแบบไร้ยางอายโดยปราศจากหลักฐานใดๆอ้างแถจนสีข้างถลอกกล่าวว่า “เป็นใบเกิดปลอม” โดยเขาเพิ่งจะออกมาเอ่ยปากยอมรับหลังจากที่เวลาผ่านไปแล้วถึงห้าปีเพราะเกรงว่าชาวผิวสีจะไม่เลือกเขา อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังมีคนอเมริกันถึง 34% ก็ยังหลงเชื่อตามลมปากของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามาไม่ได้เกิดในสหรัฐฯ

เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์มีความถนัดกับการโฆษณาชวนเชื่อจึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ขณะนี้สมาชิกพรรครีพับลิกันยังพากันหลงเชื่อว่า “การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมานี้มีการโกง” ถึง 52% ตามสำนักหยั่งเสียงรอยเตอร์สล่าสุดทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์แต่อย่างใด เพราะฐานเสียงผู้สนับสนุนต่างก็ติดตามทวิตเตอร์ของเขาถึง 88.8 ล้านคน!!!

ทั้งนี้เพื่อสร้างความลังเลให้เกิดขึ้นต่อคนอเมริกัน ตามฟอร์มเดิมของประธานาธิบดีทรัมป์ เขาได้ให้ทีมทนายความของเขายื่นฟ้องต่อศาลว่ามีการโกงการเลือกตั้งถึง 64 คดี แถมยังยื่นฟ้องเพิ่มเติมอีกสองคดีต่อศาลสูงสุด แต่ทุกๆข้อกล่าวหาทั้งหมดทั้งมวลของเขากลับไร้ผล จนเขาต้องงัดเอากลเม็ดไพ่ใบสุดท้ายเขาออกมาปลุกระดมมวลชนจนกลายเป็นม็อบบุกเข้าไปในรัฐสภาโดยใช้กำลังปะทะประชิดตัวกับตำรวจ เพื่อหวังจะจับตัว “รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์” ผู้ใต้บังคับบัญชาที่จงรักภักดีต่อเขาติดต่อกันมาถึงสี่ปีโดยม็อบเกือบจะจับตัวรองประธานาธิบดีเพนซ์ได้แล้วตั้งใจจะเอาไปแขวนคอ แต่โชคดีที่ตำรวจสามารถพาหนีและนำไปอารักขาได้อย่างหวุดหวิดเพียงเสี้ยววินาที แถมกลุ่มผู้ประท้วงยังประสงค์ที่จะจับตัว “ประธานสภาแนนซี เพโลซี” อีกด้วย แต่พบกับความล้มเหลวเช่นกัน

อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้เกิดเรื่องที่ถือว่าเลวร้ายขึ้นต่อประธานาธิบดีทรัมป์อีกระลอกหนึ่ง โดยมีนักการเมืองของพรรครีพับลิกันสิบคนในสภาผู้แทนราษฎรแปรพักตร์หันไปร่วมมือผนึกกำลังกับสมาชิกพรรคเดโมแครตลงมติยื่นถอดถอนด้วยเสียง 232 ต่อ 197 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐฯที่ประธาธิบดีทรัมป์เป็นประธานาธิบดีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ถูกยื่นถอดถอนถึงสองครั้งสองครา!!!

และเมื่อวันอังคารที่ 19 มกราคมนี้ วุฒิสมาชิกมิชท์ แมคคอนเนลนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวุฒิสภาได้ออกมาประณามประธานาธิบดีทรัมป์ในวุฒิสภาว่าเป็นผู้ยั่วยุให้ม็อบบุกรัฐสภาและต้องรับผิดชอบซึ่งเป็นครั้งแรกที่วุฒิสมาชิกแมคคอนเนลได้ออกประณามประธานาธิบดีทรัมป์ในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกซึ่งถือว่าเขาได้ส่งสัญญาณที่จะโหวตถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ในอนาคต

ในโอกาสเดียวกันนี้วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ผู้นำของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาได้ประณามประธานาธิบดีทรัมป์หนักเช่นกันและได้แถลงว่าวุฒิสภาจะต้องกำจัดประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างถาวรในอนาคต

ตามติดมาด้วยบรรดาทนายความที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ณ ทำเนียบขาวต่างพากันปฏิเสธหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับว่าความให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์ในขบวนการไต่สวนในวุฒิสภา อีกทั้งบรรดาสำนักทนายความชื่อดังต่างๆก็พากันปฏิเสธไม่ยอมให้บริการว่าความแก่ประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยเช่นกัน

ส่วนกลุ่มแกนนำผู้ประท้วงที่ถูกจับไปดำเนินคดีแล้วหลายๆคนก็ได้ออกมาเปิดปากให้การต่อศาลว่า “ที่ตัดสินใจเข้าไปร่วมบุกรัฐสภาในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ทั้งสิ้น”

อีกทั้งจากการที่ผู้ประท้วงที่ถูกจับกุมให้สัมภาษณ์ต่อเจ้าหน้าที่หน่วยเอฟบีไอและต่อศาลที่ต่างคนต่างให้การทำนองเดียวกันว่า การที่พวกเขาเข้ามาร่วมบุกรัฐสภา สืบเนื่องมาจากการชักชวนของประธานาธิบดีทรัมป์ (จากการรายงานของผู้สื่อข่าวสองคนของหนังสือพิมพ์ New York Times อันได้แก่ Alan Feuer และ Nicole Hong ในห้วข้อชื่อ ‘I Answered the Call of My President’ วันที่ 17 มกราคม 2021)

คราวนี้ลองหันมาดูว่าเมื่อ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ก้าวเข้ามาสู่ทำเนียบขาวแล้ว เขาจะดำเนินการอะไรใหม่ๆในช่วงสิบวันแรกบ้าง?

ในวันแรกที่ประธานาธิบดีไบเดนเข้ารับตำแหน่งนับว่าเขาได้รับความไว้วางใจจากคนอเมริกันได้ดีดังจะเห็นจากผลของการหยั่งเสียงของซีเอ็นเอ็นเมื่อวันที่ 19 มกราคมนี้ที่คะแนนของเขาอยู่ที่ 66% ที่ต่างกับประธานาธิบดีทรัมป์โดยเขาได้รับคะแนนนิยมเพียง 48% ตอนเข้ารับตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามการที่สมาชิกพรรครีพับลิกันฝังใจถูกล้างสมองตามคำโฆษณาชวนเชื่อของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าชัยชนะของประธานาธิบดีไบเดนมาจากการโกงเลือกตั้งถึง 52% จะยังคงฝังอยู่ในจิตใจของคนอเมริกันอีกนานจะเป็นการยากที่ประธานาธิบดีไบเดนจะทำให้พิษลมปากของประธานาธิบดีทรัมป์หดหายไปทำนองเดียวกับที่คนอเมริกันถึง 34% ยังคงหลงเชื่อตามลมปากของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าประธานาธิบดีโอบามาไม่ได้เกิดในสหรัฐฯทั้งๆที่เวลาผ่านไปแล้วถึงกว่าสิบปี

อนึ่งในช่วงสิบวันแรกของการทำงานนั้น ประธานาธิบดีไบเดนได้แถลงว่า จะเร่งดำเนินการยกเลิกคำสั่งพิเศษต่างๆที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยสร้างปัญหาเอาไว้ ดังเช่นประธานาธิบดีไบเดนจะยกเลิกคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับการสั่งห้ามชาวมุสลิมเดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ จะรีบเร่งดำเนินการให้สหรัฐฯเข้าร่วมข้อตกลงปารีสที่เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนในทันที หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยประกาศถอนตัวออกไปเมื่อปี 2017 จะเร่งดำเนินการเปิดโอกาสให้เยาวชนลูกหลานโรบินฮูดราวเจ็ดแสนคนที่ติดตามพ่อแม่เข้าสู่สหรัฐฯตั้งแต่วัยเยาว์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เร่งรีบให้เด็กๆที่ถูกกักแยกออกจากอกพ่อแม่มีโอกาสได้กลับมาอยู่ด้วยกัน และจะออกกฎเหล็กให้พนักงานของภาครัฐสวมใส่หน้ากากอย่างเคร่งครัด

ส่วนด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นประธานาธิบดีไบเดนมีดำริว่า จะยื่นเสนองบประมาณ 1.9 ล้านล้านเหรียญต่อสภาคองเกรส เพื่อเร่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และเขายังแสดงเจตนารมณ์ในเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาคนอเมริกันทุกคนให้ได้เงินเพิ่มเติมอีกคนละ 1,400 เหรียญ ส่วนว่ารัฐมนตรีคลังหวังจะเพิ่มงบสูงขึ้นอีกด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงการเสี่ยงภาวะเศรษฐิจให้เลวร้ายลงไปอีก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประธานาธิบดีไบเดนยังมุ่งมั่นต้องการที่จะแก้ไขด้านการยุติการแพร่กระจายการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นอันดับแรก โดยจะฉีดวัคซีนให้แก่คนอเมริกัน 100 ล้านคนในหนึ่งร้อยวันแรกที่เขาเข้าสู่ทำเนียบขาว!!!

ประธานาธิบดีไบเดนยังมีนโยบายในการที่จะดำเนินการด้านปฏิรูปอิมมิเกรชั่น โดยจะหาทางให้โรบินฮูดกว่า 11 ล้านคนที่อยู่อย่างผิดกฎหมายได้รับใบเขียวที่จะนำไปสู่การเป็นพลเมืองอเมริกันในที่สุด

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯอันได้แก่ ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน,ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอลน์ และ ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี.รูสเวลท์ ที่ท่านทั้งสามได้วางมาตรฐานของความเป็นผู้นำประเทศเอาไว้อย่างดีเยี่ยมที่ว่า ผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจำต้องมีทั้ง คุณธรรม จริยธรรม นับถือและศรัทธาไม่บิดพลิ้วต่อรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเมียงๆมองๆไปแล้วปรากฏว่าประธานาธิบดีทรัมป์สอบตกแทบทุกข้อไม่ผ่านคุณสมบัติเหล่านี้เลย จึงทำให้เขาต้องถูกเสนอให้มีการถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในคำรบสอง และต่อไปในชีวิตก็อาจจะไม่มีโอกาสได้เข้ามาในแวดวงการเมืองอย่างถาวร

และถึงแม้ว่าประธานาธิบดีไบเดนจะชนะการเลือกตั้ง โดยมีคะแนนอิเลคทอรัลเหนือประธานาธิบดีทรัมป์ 306 ต่อ 232 ก็ตาม แต่ก็ถือว่ามวยชิงแชมป์ระดับโลกคู่นี้เป็นเพียงชนะคะแนนไม่น็อกเอ้าท์คาเวที แต่เนื่องจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีคุณสมบัติด้านความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม จริยธรรม มีความมุ่งมั่นตั้งใจสูง แถมยังมีประสบการณ์ในวุฒิสภามาอย่างยาวนานกว่า 36 ปี แถมยังเคยร่วมทำงานเคียงคู่กับอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา นานถึงแปดปีก็น่าจะมีต้นทุนกักตุนเอาไว้เต็มกระเป๋าที่คนอเมริกันอาจจะเทใจให้สิทธิในการบริหารประเทศสหรัฐฯในยุคสมัยนี้ได้อย่างเต็มที่ต่อไปละครับ