ขณะนี้ข่าวในสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย กล่าวขานกันเรื่องการบริหารการเงินในวัดกันมาก “เงินบริจาคเข้าวัด” เป็นศานสมบัติส่วนรวมของวัดหรือว่าเป็นสมบัติส่วนตัว จะดูแลศาสนสมบัติให้เหมาะสมอย่างไร ? ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเสนอความเห็นไว้ดังนี้

“อีกเรื่องที่จำเป็นจะต้องพูดถึง ก็คือเรื่องทุนรอน เรื่องเงินทองของพระศาสนา

มักจะมีเสียงพูดอยู่เสมอว่า พระพุทธศาสนานั้นขาดการอุดหนุนทางการเงินจากรัฐบาล จากทางราชการ จึงทำอะไรไม่ค่อยจะได้

เรื่องนี้ไม่จริงหรอกครับ

ไปดูตัวเลขเอาเถอะ พระพุทธศาสนาในเมืองไทยนี้รวยมากมายเหลือเกิน หวิดๆวาติกันเข้าไป รวยมากจริงๆทีเดียว แต่ว่าไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ คนอื่นเข้ามาหยิบมาฉวยใช้สอยโดยไม่เกิดประโยชน์แก่พระศาสนา

ก็อย่างนี้แหละครับ เรื่องที่ค่อนข้างจะหลงกันเร็วๆนี้ พลเอกมานะ รัตนโกเศศ(อดีต)รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านเกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ท่านจะให้พิมพ์พระพุทธภาษิตไปไว้ตามห้องนอนในโรงแรมต่างๆ .....

แต่ว่าโครงการอย่างนี้แหละ อย่างที่เจ้าคุณพระโสภณคณาภรณ์ (ปัจจุบันเป็นพระราชธรรมนิเทศ) วัดบวรนิเวศ ท่านบอกว่า เมื่อรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการฯดำริจะให้มีการจัดพิมพ์พระพุทธภาษิตไปไว้ในห้องพักโรงแรมต่างๆ พระศาสนาไม่มีสตางค์จะสร้าง

แต่ความจริงพระพุทธศาสนาในบ้านเรานั้น มีพลังการเงินอย่างมหาศาล ดูได้ที่ศาสนสมบัติกลาง โอ้โฮ มหาศาลเท่าไรคำนวณไม่ถูก เพราะสั่งสมกันมาเป็นร้อยปีสองร้อยปีสามร้อยปีกันมาแล้ว เงินทองที่ทางก็ยังอยู่ที่นั่น

นอกจากนั้น ศาสนสมบัติทางวัดอีก ที่พระท่านปกครองของท่านเองอยู่ในวัดแต่ละวัดก็มีมากมีน้อย แต่รวมกันก็มากอีกนั่นแหละ

แต่ว่าศาสนสมบัติกลางนั้นอยู่มือใคร

ก็สุดแล้วแต่จะขี้ฉ้อตอแหลเอาไปกินไปใช้ตามสะดวกสบาย พระท่านไม่รู้ไม่เห็น ก็ไปอยู่ในกระทรวงนี่จะให้ท่านทำอย่างไร

เจ้ากระทรวงก็ไม่ได้ดูแล บางทีก็เกรงใจกัน อะไรกัน มันก็อีลุ่มฉุยแฉกรั่วไหลไปอย่างนั้นแหละครับ

ศาสนสมบัติของวัด ก็อย่างว่าแหละ มันดี “วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง” ก็สุดแต่ที่เขาร้องกัน ก็ว่ากันไป หรือจะให้ทำอย่างไร

แต่ขณะเดียวกัน ที่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีในพระศาสนานี้ยังมี ผมก็ไม่ทราบว่าเอาไปทำอะไร.....

นี่เราก็เห็นมา ชี้ให้เห็น เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าเราทำอะไรไม่ได้ เราแก้วิกฤติทั้งหลายไม่ได้ เพราะเราขาดกำลังขาดเงินขาดทอง

ไม่จริง

พระพุทธศาสนามีเงินมีทองมาก มีทรัพย์สมบัติมาก ชั่วแต่ว่าใช้ไม่ถูก อยู่ในมือคนที่ไม่สุจริต หรืออยู่ในมือคนที่ใช้ไม่เป็นประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ก็ย่อมจะไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ถ้าหากว่าเรานำเอาทรัพย์เหล่านี้ออกมาใช้ได้ในทางที่ถูก มีคนดูแลอย่างที่ควรจะทำแล้ว กระผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์มาก”

(จาก ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “วิกฤติในพระพุทธศาสนา” โดย พล.ต. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ณ วัดสวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2432)