ต่อเนื่องจากความตอนที่แล้ว ที่หยิบยกเอาเรื่อง “คอมมิวนิสต์” จากคอลัมน์ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ โดยทหารประชาธิปไตย ในสยามรัฐรายวัน ฉบับประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2562 เรื่อง “ความพ่ายแพ้ของพรรคคอมนิสต์แห่งประเทศไทย :ในมุมมองของข้าพเจ้า” โดยตัดตอนมานำเสนอให้อ่านต่อกันดังนี้

“กลับมาพิจารณาเงื่อนไขระหว่างประเทศในช่วงนั้น จีนกับรัสเซีย เกิดขัดแย้งกัน ด้วยแนวคิดและทฤษฎีระหว่าง เหมาอิสต์ และเลนินนิสต์ ต่อมาเกิดข้อพิพาทเรื่องดินแดนตามแนวแม่น้ำอุสซารี จนเกิดการปะทะกันทางทหาร ฝ่ายจีนก็เกิดความกลัวว่าโซเวียตรัสเซียจะบุก จึงเตรียมกำลังพร้อมตั้งรับ และคิดทำสงครามยืดเยื้อ
ฝ่ายโซเวียตก็มองว่าถ้ารบกับจีนอย่างเต็มรูปแบบ ก็คงจะต้องสูญเสียทั้งไพร่พลและทรัพยากรอย่างมาก และอาจเป็นช่องทางให้ตะวันตกเข้าโจมตี ในขณะที่ติดพันทางการรบกับจีน จึงมิได้ขยายผลของความขัดแย้ง

ขณะเดียวกันโซเวียตก็สร้างแนวปิดล้อมจีนทางใต้ คือเป็นพันธมิตรกับเวียดนาม และให้การสนับสนุนในการทำสงครามกับสหรัฐฯจนได้รับชัยชนะ ซึ่งก็เป็นบทเรียนอันหนึ่งในการทำสงคราม นั่นคือ เวียดนามอ่อนด้อยกว่าสหรัฐฯมากในด้านกำลังอาวุธ แต่เข้มข้นมากในการทำสงครามการเมืองทั้งภายใน และระหว่างประเทศ แน่นอนจีนเองก็ให้การสนับสนุนเวียดนามด้วย

แต่เวียดนามต้องผนึกกำลังกับโซเวียต เพราะกลัวอิทธิพลของจีน และเคยเข็ดขยาดที่เคยถูกจีนรุกรานมาแล้วในอดีต ซึ่งในขณะนั้นจีนก็มีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ลาว เขมร และไทย

ดังนั้นเมื่อจีนประสบความสำเร็จในการสนับสนุนคอมมิวนิสต์ในลาว และเขมร โดยเฉพาะที่เขมรได้เขมรแดงปกครองประเทศอย่างทารุญโหดร้าย เกิดความหวาดกลัวไปทั่ว และกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนต่อพคท.ด้วย เวียดนามจึงให้การสนับสนุนเฮงสัมริน นำกองทัพมารุกรบขับไล่เขมรแดงจนถอยมาจนมุมอยู่ที่แถบเทือกเขาพนมมาลัยชายแดนไทย และเวียดนามก็ยังขยายอิทธิพลเข้าในลาวด้วยการสนับสนุนนายไกรสร พรหมวิหาร เป็นผู้นำ

จากนั้นเวียดนามก็มีแผนจะรุกไทย ซึ่งตอนนั้นพวกผู้นำและเศรษฐีก็กลัวกันมากต่างเตรียมหนี เพราะเชื่อในทฤษฎีโดมิโนของคิสซิงเจอร์จีนเองก็ไม่สบายใจเพราะหากเวียดนามครอบงำไทยได้ก็เท่ากับเป็นการสร้างวงล้อมจีนทางใต้ อาจลามไปถึงพม่าก็ได้

ด้วยเหตุนี้เมื่อไทยไปเจรจาสัมพันธไมตรี จึงสมประโยชน์จีนด้วย คือจีนต้องการหยุดอิทธิพลเวียดนาม
คณะทำงานที่จัดทำข้อเสนอกับจีนก็คือฝ่ายยุทธการของศปก.ทบ.ที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้าทีม จึงจัดเตรียมข้อมูลเพื่อเจรจากับจีน

เบื้องต้น จีนต้องการให้ไทยยุติสถานีเรดาร์ค่ายรามสูรของเมกา ไทยก็ขอให้จีนยุติสถานีวิทยุเสียงประเทศไทยของพคท.ที่คุนหมิง ต่อมาจีนขอให้ไทยเป็นตัวกลางส่งกำลังบำรุงให้เขมรแดงที่เป็นรอยต่อไทยกับกัมพูชา ไทยก็ตกลง แต่ขณะเดียวกันเวียดนามก็เตรียมบุกไทย ซึ่งเราก็คงไม่อาจรับมือได้เกิน 3 วัน ตามที่ทราบกันดี

ทางฝ่ายไทยจึงขอให้จีนช่วย ด้วยการทำสงครามสั่งสอนเวียดนามด้วยการเข้าตีทางเหนือ ทำให้เวียดนามต้องถอนกำลังที่เตรียมบุกไทยไปตั้งยันจีนทางเหนือ

ส่วนเรื่องภายในประเทศไทย เมื่อจีนเลิกสนับสนุนพคท.ทำให้การดำเนินงานระส่ำระสาย และแตกกันเอง ในทางแนวความคิด คือ มีกลุ่มดาวเขียวเกิดขึ้นนั่นคือ พคท. สายที่นิยมโซเวียต กับกลุ่มดาวแดงที่นิยมจีน กลุ่มดาวเขียวเห็นว่าถ้าเปลี่ยนค่าย ก็จะมีเวียดนามเป็นหลังพิงจะทำให้เข้มแข็งขึ้น เพราะจีนไม่สนับสนุนแล้ว แต่กลุ่มดาวแดงไม่ไว้วางใจเวียดนาม เกรงว่าจะถูกครอบงำเหมือนลาวและเขมร ความขัดแย้งทางความคิดและความติดขัดในการประสานทางข้าง ซึ่งเป็นข้อห้ามของพคท.และพคจ.ทำให้สุดท้าย พคท.ก็ถอยร่น

นี่จึงเป็นโอกาสที่ไทย โดยการนำเสนอของพลเอกชวลิต ประกาศนโยบาย 66/23 ในสมัย ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้สมาชิกพคท.ออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย นั่นคือ เปิดทางถอยแทนการสู้รบหลังชนฝา อันรังจะทำให้เกิดการสูญเสีย

เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงการสรุปย่อ และเป็นมุมมองอีกด้านเท่านั้น มันยังมีเหตุการณ์อื่นๆเชื่อมโยง แต่คงจะเพียงพอให้เห็นภาพว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จะได้ไม่สับสนกับทั้งแนวคิด อุดมการณ์ และแนวทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดโดยคิดถึงประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ปลอมปนกับประโยชน์ส่วนตัว”