ทนไม่ไหว!! ม็อบสหกรณ์ บุกก.เกษตรฯ ร้อง “มนัญญา” ชะลอ 5 ร่างกฏกระทรวงใหม่ โวยบีบการทำธุรกรรมของสหกรณ์ออมทรัพย์-เครดิตยูเนี่ยน จนเดินต่อไม่ได้ ขู่ยกระดับการชุมนุมหากรัฐบาลยังนิ่งเฉย

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนกว่า 500 คน นำโดย นายไพบูลย์แก้วเพทาย ประธานกรรมการชมรมสหกรณ์ออมทรัพย์รัฐวิสหกิจ นายอุทัย ศรีเทพ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไทย จำกัด และดร. ปัณฐวิชญ์ มุ่งสมัครศรีกุล ผู้อำนวยการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้ชะลอการออกร่างกฎกระทรวงใหม่ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 รวม 5 ฉบับ ต่อน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมีนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ข้อเรียกร้องของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนกับร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 และเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2563 อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ตามมาตรา 89/2 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ เพื่อกำหนดเกณฑ์การดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำนวน 12 ฉบับ โดยร่างกฎกระทรวง 7 ฉบับแรก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับหลัง ยังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ร่างกฎกระทรวงทั้ง 12 ฉบับดังกล่าว แม้จะผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแล้ว แต่กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มิได้ให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของขบวนการสหกรณ์และมิได้หยิบยกมาพิจารณาปรับปรุงร่างกฎกระทรวงเพื่อมิให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ ยังคงยึดเอาความเห็นของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่เข้าใจระบบสหกรณ์และไม่มีหน้าที่รับผิดชอบหรือช่วยเหลือสหกรณ์

กฎกระทรวง 5 ฉบับหลังยังมีประเด็นสำคัญหลักๆ ที่สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไม่เห็นด้วยและจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานสหกรณ์หรือส่งผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์ ดังนี้
1.เงินกู้สามัญของสมาชิกต้องชำระคืนให้เสร็จภายใน 150 งวด (12.5 ปี) ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรกำหนดเป็นไม่เกิน 180 งวด (15 ปี) จะเหมาะสมและผ่อนคลายแก่สมาชิกมากกว่า
2.สมาชิกผู้กู้ต้องมีเงินได้รายเดือนหลังหักชำระหนี้ คงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตลอดอายุสัญญา ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าเงินได้รายเดือนคงเหลือสุทธิควรยึดโยงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
3.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนใช้เกณฑ์เดียวกับสหกรณ์ออมทรัพย์ในการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ทั้งที่บริบทของสมาชิกและการชำระหนี้ของสหกรณ์สองประเภทนี้แตกต่างกัน ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรใช้เกณฑ์เดียวกับสหกรณ์การเกษตร จะเหมาะสมมากกว่า
4.การไม่นำมูลค่าหุ้นของสมาชิกผู้กู้มาหักออกจากหนี้เงินต้นคงเหลือก่อนประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งขบวนการสหกรณ์มีความเห็นว่า ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เป็นการประมาณการความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญ ดังนั้น จึงควรนำมูลค่าหุ้นมาหัก (ซึ่งสหกรณ์มีบุริมสิทธิพิเศษตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์) เพื่อลดยอดหนี้ (ยอดความเสี่ยง) คงเหลือก่อนประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญได้ เพราะไม่ได้หักหนี้กันจริงๆ ที่ต้องมาพิจารณาว่าหุ้นเป็นทรัพย์สินของสมาชิกหรือเป็นทุนของสหกรณ์
5.การทยอยประมาณการค่าเผื่อการปรับมูลค่าที่ดินแทนการชำระหนี้รอขายไว้ในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จนกว่าที่ดินแทนการชำระหนี้จะมีมูลค่าร้อยละ 50 ซึ่งสหกรณ์เห็นว่าควรตัดออก เพราะเมื่อกำหนดให้ตีราคาชำระหนี้ตามราคาประเมินของทางราชการหรือร้อยละ 70 ของราคาประเมินจากผู้ประเมินรับอนุญาตแล้ว ก็ไม่ควรประมาณการค่าเผื่อดังกล่าว อีกทั้งที่ดินมีแต่จะปรับเพิ่มมูลค่า

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์ในอนาคตและเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหกรณ์ในฐานะผู้ปฏิบัติและผู้แบกรับภาระของสหกรณ์ไว้ ซึ่งไม่อาจจะนิ่งเฉยต่อไปได้อีก ในประเด็นดังต่อไปนี้
1.ขอรับทราบเนื้อหาของร่างกฎกระทรวงจำนวน 7 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จแล้ว
2.ขอให้ชะลอการพิจารณาร่างกฎกระทรวงจำนวน 5 ฉบับหลังไว้ และตั้งคณะทำงานร่วมจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและผู้แทนขบวนการสหกรณ์ เพื่อพิจารณาปรับปรุงในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน
3.ขอให้ผู้แทนขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเข้าร่วมชี้แจงในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ในชั้นตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไปด้วย

ทั้งนี้ หากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงเพิกเฉยต่อข้อเสนอแนะหรือข้อเรียกร้อง สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พร้อมที่จะยกระดับการเรียกร้องต่อไป