หลังเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองและกลุ่มคณะราษฎรที่แยกเกียกกาย มีสื่อมวลชนหลายสำนัก พาดหัวข่าวและพูดถึงคำว่า “เสียงปืนแตก”

เมื่อย้อนกลับไปจะพบว่า “วันเสียงปืนแตก”เป็นวันที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เกิดการปะทะด้วยอาวุธปืนกับกองกำลังตำรวจฝ่ายรัฐบาลไทยอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรกที่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จังหวัดนครพนม หลังจากทำงานเคลื่อนไหวจัดตั้งชาวนาอยู่ในชนบทโดยการหลีกเลี่ยงการปะทะกับทหารของรัฐบาลมาเป็นเวลานานหลายปี” (วันเสียงปืนแตก http://wiki.kpi.ac.th/ รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์)

“วันเสียงปืนแตก” เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 จึงถือเป็นบทเรียนของประเทศไทย ที่คนในชาติแตกแยกจนลุกขึ้นมาต่อสู้กันเอง

ตัดกลับมาที่อีก 55 ปีต่อมา วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 กลายเป็นวันประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ หนึ่งในนั้นมีร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยกลุ่ม “ไอลอว์” ที่รวบรวมรายชื่อประชาชนกว่าแสนคน โดยมีกลุ่มคณะราษฎร 2563 และกลุ่มต่อต้านออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมเพื่อกดดัน

นอกจากจะมีเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้ต้องยกระดับจากการฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นการใช้แก๊สน้ำตาแล้ว ยังเกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มราษฎร กับประชาชนที่สวมเสื้อเหลือง

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความเรียบร้อยการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภา ว่างเวลา 17.10 น. คณะราษฎร รื้อถอนแนวป้องกันสี่แยกเกียกกาย ตำรวจถอยร่น 50 เมตร ผู้ชุมนุมพยายามรื้อแนวป้องกันถนนทหาร จนเกิดการปะทะ ด้วยการขว้างปาสิ่งของต่างใส่กัน นานรวม 6 นาที จึงมีการนำรั้วเหล็กมาปิดกั้น

เวลา 20.15 น. เกิดควันขึ้นกับรถประจำทาง ตำรวจกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้พิสูจน์ทราบ จากนั้นมวลชนได้พยายามเข้าไปในถนนทหาร พยายามทำร้ายร่างกายอีกฝ่าย ไปถึงจุดชุมนุมวัดใหม่ทองเสน ห่างไปประมาณ 300 เมตร จนมีผู้ถูกยิง 2 คน 1 คนเป็นกลุ่มภาคประชาชนอีก 1 คน เป็นกลุ่มคณะราษฎร

อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ท่าทีของแกนนำกลุ่มคณะราษฎร 2563 มีการเตือนให้กลุ่มผู้ชุมนุมระมัดระวังการการใช้ความรุนแรง

เนื่องจากในสถานการณ์ที่มีการช่วงชิงแต้มต่อทางการเมือง หากฝ่ายใดใช้ความรุนแรงก่อน ฝ่ายนั้นย่อมพ่ายแพ้ ฉะนั้นทั้งฝ่ายรัฐ และฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมเองต่างระมัดระวังในเรื่องนี้

กระนั้น ใครกันเล่า เป็นคน “ลั่นไก” ส่งกระสุนปริศนาไปยังร่างของกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย นอกจากจะต้องหาตัวผู้ลงมือก่อเหตุมาลงโทษแล้ว ยังต้องหาตัวผู้สั่งการให้ได้ จึงจะถอดรหัสของปฏิบัติการดังกล่าวออกมา

เราจึงเรียกร้องให้หาตัวไอ้โม่งที่ลั่นไก ทำเสียงปืนแตก ก่อนที่การเมืองไทยจะเดินย่ำซ้ำรอยอดีต อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะนำพาประเทศไทยให้ดิ่งเหวลึก

“ก่อนกลางปี 2508 เราหลีกเลี่ยงการปะทะเพื่อช่วงชิงสร้างพื้นฐานมวลชน ความจริงก่อนสมัชชา 3 เราก็ได้ทำงานในชนบทแล้ว มีบางระยะก็คิดจะต่อสู้ด้วยอาวุธ แต่เวลาส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอย่างนั้น เมื่อแดงเข้าก็โยกย้ายผู้ปฏิบัติงาน มาถึงช่วงนี้เราได้ค้นพบวิธีใหม่คือเมื่อแดงแล้วไม่ย้ายจากท้องที่นั้น แม้อยู่บ้านไม่ได้ก็ออกมาอยู่ป่าทำการเคลื่อนไหวมวลชนต่อไป ส่วนศัตรูเล่า ก็สนใจค้นหาพวกเราตามหัวไร่ปลายนาป่าดงใกล้หมู่บ้าน ดังนั้น ถึงแม้เราจะอยู่ในป่าและคอยหลบหลีกก็ไม่อาจหลบเลี่ยงการปะทะกับศัตรูได้ ต่อมาการปะทะก็เกิดขึ้น” วิรัช อังคถาวร ผู้นำคนสำคัญของ พคท. ในช่วงเวลานั้น ระบุ (วันเสียงปืนแตก http://wiki.kpi.ac.th/ รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์)