สถาพร ศรีสัจจัง

สิ่งที่นักคิดอย่าง นายคาร์ล มาร์กซ์ ผู้ได้รับฉายา(จากใครก็ไม่รู้)ว่าเป็น “บิดาแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์” (คำ “คอมมิวนิสต์” ที่เขาฝันถึงไม่ได้งี่เง่าหรือชั่วร้ายอย่างที่พวกนักจักรวรรดินิยมหรือระบบ “ทุนนิยมผูกขาด” ที่มีอิทธิพลครอบโลกอยู่ในปัจจุบันสร้างข้อมูลเท็จบิดเบือนให้ผู้คนที่ตกอยู่ภายใต้กระแสการ “โปรแกรมข้อมูลครอบสมอง” จนเมื่อได้ยินคำนี้ก็ต้องเบ้หน้าเบือนหนีอย่างรังเกียจหรอกน่า!) สรุปไว้ในทำนองว่า “รัฐคือปฐมเหตุของการเกิดพวกปฏิกิริยา(Revisionist)ทั้งหลายทั้งปวงในสังคมมนุษย์” น่าจะเป็นอีกวาทกรรมหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์จากเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นจริงใน “รัฐ” สมัยใหม่ที่เรียกกันว่า “รัฐชาติ” ครั้งแล้วครั้งเล่าจนถึงปัจจุบันว่า “เป็นสิ่งจริงแท้แน่นอน”

ถ้าจะอธิบายแบบ “ลัดสั้น” ให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ “อำนาจรัฐ” ที่เกิดจากการมี “รัฐ” นั่นแหละคือตัวต้นเหตุของความชั่วร้ายรุนแรงทั้งปวงที่เกิดขึ้นในสังคมของมนุษย์ยุคมี “รัฐ” เป็นสิ่งสมาทาน

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ จะมีกลุ่มคนพวกหนึ่งหรือ “ชนชั้นหนึ่ง” เข้าต่อสู้แย่งชิงกับคนอีกกลุ่มหนึ่งด้วยวิธีการต่างๆนานาอยู่เสมอๆ(อาจจะกับพวกชนชั้นเดียวกัน หรืออาจจะกับอีกชนชั้นหนึ่ง)เพื่อยึดกุม “อำนาจรัฐ” ไว้เป็นของตนและพวกตน เพื่อแสวงและพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนและกลุ่มพวกตน(หรือพันธมิตรของตน)โดยการกดขี่หรือทำลายกลุ่มที่คิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามในทุกวิถีทาง

นี่คือสิ่งที่คาร์ล มาร์กซ์ ค้นพบและได้ข้อสรุปว่าเป็น “กฎ” ที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ หลังจากที่พวกเขาพัฒนาผ่านจากสังคมปฐมฐานที่นักสังคมวิทยาโดยทั่วไปเรียกว่า “ชุมชนบุพพาล” (Primitive commune) และได้ก่อเกิดรูปแบบสังคมมนุษย์ที่มีรูปแบบความสัมพันธ์ทางการผลิตที่สามารถมี “ส่วนเกิน” ให้สั่งสม “ส่วนเกิน” ที่มนุษย์เรียนรู้จะสั่งสมนั่นเอง ที่กระตุ้นให้พวกเขาบางกลุ่มเรียนรู้จะพัฒนาเนื้อหาและรูปแบบของผลิตภัณฑ์ต่างๆโดยการพัฒนา “เครื่องมือ” (Tool) ทั้งในส่วนที่เป็น “วิธีวิทยา” (Methodology) และ “เครื่องมือรูปธรรมเชิงวัตถุ” (Material Tool) ทั้งหลายทั้งปวงขึ้น

และความสัมพันธ์ทางการผลิตเช่นนั้นเองที่ผลักดันให้เกิด “เครื่องมือ” ที่เป็นรูปแบบในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่เรียกว่า “รัฐ” ขึ้น หลังจากนั้นเป็นต้นมา กลุ่มคนที่ได้ครอบครอง และ “ใช้อำนาจรัฐ” ก็จะกลายเป็น “พวกปฏิกิริยา” (Revisionist) ต่อกลุ่มคนส่วนใหญ่ของสังคมที่เป็น “พลังในการผลิตจริง” ไปในทันที

เพื่อการครองอำนาจรัฐดังกล่าววิธีวิทยา และ เครื่องมือทุกรูปแบบทั้งหลายทั้งปวง เพื่อจะพิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ของตนและกลุ่มพวกตนในนาม “ความชอบธรรมแห่งรัฐ” ให้มั่นคง ก็เกิดขึ้นเพื่อสนองกระบวนการปราบปรามทำลายและหลอกลวงฝ่ายตรงข้าม

ฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการ “อำนาจรัฐ” มาเป็นของฝ่ายตนก็เช่นกัน พวกเขาจะสร้าง “วิธีวิทยา” ที่ลึกล้ำต่างๆนานาขึ้น เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับขบวนการต่อสู้เพื่อล้มล้างอำนาจรัฐเก่าให้ล่มสลายลง เพื่อให้กลุ่มตนพวกตนได้เข้าไปสวาปามอำนาจรัฐแทน

แน่นอนว่าในสถานการณ์ของความขัดแย้งเช่นนี้ เหล่าหญ้าแพรกหรือกลุ่มคนส่วนใหญ่ของสังคมหรือของ “รัฐ” นั้นๆย่อมต้องกลายเป็นเหยื่อในฐานะ “เครื่องมือ” ของทั้งสองฝ่ายอย่างยากที่จะเลี่ยงได้พ้น

แล้วการหลอกลวงมดเท็จฉ้อฉลทั้งหลายทั้งปวงจึงเกิดขึ้น อคติทั้งหลายทั้งปวงจึงเกิดขึ้น ความเกลียดชังเกิดขึ้น พร้อมกับความรุนแรงในรูปแบบต่างๆที่จะ “ต้อง” เกิดตามมา

แล้วหญ้าแพรกก็แหลกลาญ ท่ามกลางการยังได้เสวยสุขของบรรดาชนชั้นส่วนน้อยของสังคม(ชนชั้นผู้กุมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยผ่านอำนาจทางการเมือง) ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเดิมหรือกลุ่มใหม่ที่จะฉวยโอกาสอ้างความชอบธรรมต่างๆขึ้นชูด้วยอุบาย อาจจะในฐานะของ “ผู้นำ” หรือ “ผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะ” หรืออาจจะสูงส่งถึง “ในฐานะวีรบุรุษนักสู้” ของเหตุการณ์ผลัดเปลี่ยนอำนาจรัฐครั้งนั้นๆ

เมื่อพัฒนาการของรัฐชาติทั้งหลายเดินทางมาถึงวันนี้ ถ้าติดตามศึกษาวิเคราะห์ดีๆ เราก็จะเห็นปรากฏการณ์ดังที่ว่ามาได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะที่ประเทศ “ต้นแบบ” ของ “ทุนจักรวรรดินิยม” อย่างประเทศลูกพี่ใหญ่มหามิตรเก่าแก่ของเรา คือสหรัฐอเมริกานั่นไง!

หรือจะยังไม่เห็นว่าที่ประเทศนั้น บรรดาชนชั้น “หญ้าแพรก” อย่างเราๆกำลังจะเข้าสู่โหมดถูกปั่นหัวให้เข้าสู่สถานการณ์ “แหลกลาญ” ยังไง?

ส่วนที่ประเทศสารขัณฑ์หรือไทยแลนด์แทนทาลัม ซึ่งบางใครบางกลุ่ม(ที่คิดและนิยมแนวทางแบบลูกพี่อเมริกาที่เพิ่งว่ามาแบบสุดๆ)กำลังเดินแผนลึกล้ำเพื่อขับไล่ “ลุงตู่” ให้พ้นเวทีลุยไถ(เพื่อกูและพวกกูจะเข้าเสียบแทนอย่างชอบธรรมสุดๆ?)อะไรนั่นนะบอกตรงๆว่าไม่กล้าพูดถึงหรืออ้างอิงถึงในกรณีนี้แต่ประการใด..!!!