"สรท."กังวลม็อบฉุดภาพลักษณ์นักลงทุน แนะทางออกจับเข่าคุยหาข้อยุติ ชี้ยืดเยื้อเศรษฐกิจพังทั้งระบบ ขณะที่"เอกชน"ชี้รัฐเร่งเจรจาม็อบหาข้อยุติ วอนอย่าใช้ความรุนแรง

เมื่อวันที่ 18 ต.ค.63 นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมต่อเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นยังไม่มีผล กระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม แต่เริ่มส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศจากสายตาชาวต่างชาติแล้ว เพราะชาวต่างชาติส่วนใหญ่อาจได้รับข้อมูลที่บิดเบือน หากยังไม่มีการพูดคุยที่ชัดเจน อาจผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ การเปิดประเทศรับนักเดินทาง รวมถึงกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศในทางอ้อมได้ ส่วนผลกระทบทางตรงตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากไทยยังไม่มีการเปิดประเทศ
สำหรับผลกระทบที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดในช่วงนี้คือ ตลาดหุ้นที่มีความเปราะบางสูง เกิดความเคลื่อนไหวแต่ละครั้งกระทบต่อตลาดหุ้นทันที แต่ด้านอื่นโดยเฉพาะด้านการส่งออกยังไม่ได้รับผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่คู่ค้าในหลายประเทศเริ่มแสดงความกังวลว่าจากปัญหาการเมืองในประเทศส่งผลให้ไทยยังสามารถผลิตสินค้าเพื่อส่งออกได้ตามปกติ ทั้งนี้ได้ยืนยันและชี้แจงในเบื้องต้นแล้วว่าตอนนี้ทุกอย่างยังดำเนินการได้ตามปกติ

ทั้งนี้ มีความกังวลว่าปัญหาทางการเมืองจะส่งผลถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่อาจกระทบในบางพื้น โดยเฉพาะพื้นที่กลางเมืองที่เดินทางไม่สะดวกจากการปิดช่องทางจราจร และงดให้บริการของระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ แต่เชื่อว่าในพื้นที่อื่นๆนอกรัศมีที่มีการชุมนุมและต่างจังหวัดยังสามารถใช้มาตรการของรัฐอาทิ คนละครึ่ง ช้อปดีมีคืนได้ตามปกติ

โดยขณะนี้ภาคเอกชนเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น เพราะมีแนวโน้มยืดเยื้อ หากการชุมนุมขยายออกไปยาวนานกว่า 1 เดือน อาจส่งผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) ตอนนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์จีดีพีในปี 2563 จะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าจะต้องมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้ง ตามสถานการณ์ประเทศในปัจจุบันแน่นอน ส่วนความกังวลเรื่องอื่นนอกจากด้านการเมืองคือ การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังไม่สิ้นสุดที่ตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศเริ่มมีความลุกลามมากขึ้นแล้ว ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อลดผลกระทบเรื่องการค้าที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

ส่วนสิ่งที่รัฐบาลต้องทำในตอนนี้คือ หาแกนนำมาเจรจากับม็อบประชาชนว่าสามารถทำตามข้อเสนอในเรื่องใดได้บ้าง โดยต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน วิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่นุ่มนวลที่สุด อยากให้ทุกฝ่ายมีความอดทนอดกลั้นโดยเฉพาะภาครัฐ หากยังมีการใช้ความรุนแรงในการควบคุมสถานการณ์อาจส่งผลให้สถานการณ์บานปลายได้ ทั้งนี้ ทางภาคเอกชนยังมีความหวังว่าปัญหาทางการเมืองในครั้งนี้จะสามารถเจรจาร่วมกันได้และผ่านไปด้วยดี

ด้าน น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.)เปิดเผยว่า การกระจายการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร 63 ในพื้นที่ต่างๆเวลานี้เกิดจากการปิดกั้นโอกาสในการแสดงความเห็นและพูดคุยของกลุ่มผู้ชุมนุมกับรัฐบาล ซึ่งส่วนตัวอยากให้รัฐบาลใจเย็น เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความเห็นแลกเปลี่ยนข้อเรียกร้องโดยไม่ปิดกั้นความคิดของเด็กจนเกินไป

ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลมีท่าทีที่แข็งกร้าวเกินไป ซึ่งจะยิ่งทำให้การชุมนุมไม่จบสิ้น ทำให้การทำงานกับต่างประเทศจะยิ่งยากลำบาก เพราะต่างประเทศไม่ยอมรับประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หากการชุมนุมยิ่งนานขึ้นจะยิ่งมีความเสี่ยง และหากยิ่งกระจายไปในหลายพื้นที่จะยิ่งเสียหายมากขึ้น เวลานี้ทุกคนมีข้อเรียกร้องได้ และรัฐบาลต้องรับฟังและอธิบายให้เข้าใจ ยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนต้องได้พูดคุยกัน และการใช้กำลังรุนแรงไม่ใช่เรื่องที่ดี เอกชนมีข้อเรียกร้องที่มีต่อเศรษฐกิจที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้น แต่การทำหน้าที่ของรัฐบาลเวลานี้ต้องยอมรับว่ามีหลายครั้งที่ใช้อารมณ์จนเกินไป ซึ่งจะยิ่งทำให้บรรยากาศในประเทศแย่ลง

Life IF