ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

แม้ในขณะนี้สหรัฐฯกำลังอยู่ในช่วงที่ประชาชนกำลังใจจดใจจ่อกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในช่วงต้นสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายนก็ตาม

แต่สหรัฐฯก็ต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง ในขณะที่บริษัทที่ผลิตวัคซีนต้องระงับการทดลองลงชั่วคราว เพราะพบว่าวัคซีนกลับไปกระตุ้นให้เป็นโควิดได้ง่าย จึงต้องมีการปรับสูตร หรือทดลองวัคซีนตัวใหม่กันต่อไปสำหรับสหรัฐฯ ส่วนในต่างประเทศก็กำลังมีความคืบหน้าอยู่บ้างเช่นที่อังกฤษ และจีน

อย่างไรก็ตามสหรัฐฯก็ยังครองแชมป์ผู้ติดเชื้อและจำนวนคนเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ของโลกอยู่

ในขณะเดียวกันการจลาจลเรื่องความขัดแย้งเกี่ยวกับสีผิว หรือลัทธิการเหยียดผิวกับการต่อต้านก็คงยังปะทุอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะการประท้วงและจลาจลของกลุ่ม BLM และ Antifa นอกจากนี้กลุ่มขวาจัดก็เริ่มโชว์แสนยานุภาพทางการรบด้วยการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ

นอกจากนี้ในรัฐมิชิแกนกลุ่มขวาสุดโต่งก็ยังมีแผนที่จะลักพาตัวผู้ว่าการรัฐหรือลอบสังหารอีกด้วย เคราะห์ดี FBI จับได้เสียก่อนดำเนินการ

ด้านการเมืองการต่อสู้อย่างเข้มข้นระหว่าง 2 พรรคใหญ่ คือ รีพับลิกัน และเดโมแครต ก็ทำให้หลายอย่างปั่นป่วน ผู้คนแตกแยกและขัดแย้งกันทางความคิดอย่างรุนแรง

แม้แต่การเลือกผู้พิพากษาศาลสูงสุดก็กำลังมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงในวุฒิสภา เพราะถ้านาง Barett ได้เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดตามข้อเสนอของทรัมป์ที่เลือกมาแทนผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เสียชีวิตไป ผ่านวุฒิสภาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งก็น่าจะผ่านเพราะในวุฒิสภารีพับลิกันมีเสียงมากกว่าเดโมแครต แต่จะทำให้พวกอนุรักษนิยมมีเสียง 6-3 ในศาล และจะทำให้การตีความทางกฎหมายหลายเรื่องเป็นไปในทางเอื้อต่อพวกอนุรักษนิยม พวกนายทุน หรือผู้มีอันจะกิน อันจะนำไปสู่ความวุ่นวายต่อไป

ประเด็นสำคัญหรือเหตุของความปั่นป่วนในสังคมสหรัฐฯก็คงไม่พ้นที่จะเชื่อมโยงไปสู่ผู้นำของประเทศ อันนี้ส่วนสำคัญที่จะสร้างปัญหาหรือคลี่คลายปัญหาให้แก่ชาติได้ ไม่ว่าจะด้วยวาทกรรมหรือการปฏิบัติหน้าที่

มาลองพิจารณาบางประเด็นหรือมุมมองเกี่ยวกับปัญหาผู้นำในทรรศนะของ Chris Hedges นักหนังสือพิมพ์อาวุโสที่ได้รับรางวัล Pulitzer โดยมีประเด็นต่อไปนี้

คำถาม 1.มีความเห็นอย่างไรในการปฏิบัติหน้าที่ของทรัมป์ในช่วงที่ผ่านมา เขาทำให้คุณแปลกใจหรือไม่

คำตอบ 1.ทรัมป์ทำให้แปลกใจได้ทุกวัน โดยเฉพาะในยามที่คุณคิดว่าเขาจะไม่ตกต่ำ เขาก็ทำโดยเฉพาะนโยบายต่างๆของเขาที่ทำลายตัวเอง เขาทำลายตัวเองด้วยอุปนิสัยที่หลงตัวเองและด้วยวาทกรรมที่ยั่วยุ ดังนั้นผมเข้าใจว่าคนอเมริกันทั่วไปก็คงยังต้องแปลกใจต่อไปว่าจะแย่ลงไปกว่านี้หรือไม่

คำถาม 2.ถ้าฮิลลารี คลินตัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 2016 ผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะแตกต่างจากการบริหารของทรัมป์หรือไม่

คำตอบ 2. ผมคิดว่าแตกต่างกันมาก แต่ต้องบอกว่าผมไม่ใช่แฟนของคลินตัน เพราะเขาก็นับได้ว่าเป็นผู้นำเสนอนโยบาย Neo-Liberal ที่ทำให้ประเทศตกต่ำ อย่างไรก็ตามแนวนโยบายของเขายังอยู่บนรากฐานทางวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ทรัมป์และสาวกในกลุ่มคริสเตียนขวาไม่คิดอย่างนั้น

แต่ก็ยังต้องนับว่าเป็นความแตกต่างระหว่างการโกหกโดยอาศัยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์กับการโกหก โดยไม่มีพื้นฐานอะไรเลย

ตัวอย่างเช่น บิล คลินตัน กล่าวเท็จเกี่ยวกับการสร้างงานอันยิ่งใหญ่ที่เขาทำ แต่ในความเป็นจริงข้อตกลง NAFTA ทำให้สหรัฐฯสูญงานไปกว่า 4 ล้านคน ซึ่งต่อมาเขาก็ยอมรับความจริงนั้น

ในทำนองเดียวกัน จอร์จ ดับเบิลยู บุช. ก็โกหกเกี่ยวกับอาวุธทำลายล้างมหาประลัยของอิรัก แต่เมื่อความจริงเปิดเผยว่าไม่ปรากฏว่ามีอาวุธดังกล่าว เขาก็หยุดแต่ไม่เคยออกมายอมรับ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ซึ่งนี่ก็เป็นแนวเดียวกันกับทรัมป์และคริสเตียนขวาจัด

คำถาม 3.ถ้าทรัมป์ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ คาดว่าจะนำไปสู่การเป็นเผด็จการอย่างเปิดเผยมากขึ้นหรือไม่

คำตอบ 3. อย่าไปโทษทรัมป์เลย มันเป็นระบบที่สืบทอดกันมาจนถึงในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายรีพับลิกัน และเดโมแครต แต่รีพับลิกันน่าจะมีบทบาทนำ เช่น การตัดผู้ออกเสียงออกไปจากวงจรเมื่อคุณไม่ไปลงคะแนนครั้งที่ผ่านมา ซึ่งความจริงมันผิดกฎหมาย

ระบบที่นำไปสู่วงจรแห่งเผด็จการนั้นมันมีมาก่อนแล้ว ทรัมป์จึงเพียงแต่รักษามันต่อไปเท่านั้น

ดังนั้นหากทรัมป์ชนะคุณก็จะเห็นเผด็จการชัดเจนมากขึ้น ทรัมป์ก็เป็นเพียงผู้นำตามระบบ อย่าลืมว่าทรัมป์ได้เงินมาจากกลุ่มบุคคลที่กุมอำนาจอยู่เบื้องหลัง ก็ต้องสนองประโยชน์ต่อเขาเหล่านั้น

บทสัมภาษณ์ที่เหลือผู้เขียนขอสรุปว่าระบบของสหรัฐฯล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเกิดจากการนำสหรัฐฯเข้าสู่สงครามใหญ่ๆ โดยเฉพาะสงครามอิรักทำให้ค่าใช้จ่ายทางการทหารเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล

ดังนั้นงบประมาณของรัฐบาลที่จะมุ่งไปสร้างสวัสดิการที่ดีและพอเพียงให้กับคนรากหญ้า จึงต้องถูกลดทอนลงอย่างมาก

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะที่งบประมาณด้านสุขภาพถูกต้องทอนลงจึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้การแพร่กระจายออกไปอย่างมาก จนสหรัฐฯซึ่งโดยภาพลักษณ์เป็นประเทศที่ร่ำรวย กลับเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งของโลก เพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะไปใช้ในการปกป้องประชาชนผู้ยากไร้

นอกจากนี้ทางฝั่งเดโมแครตก็ฟันธงได้ว่าจะไม่มีทางที่จะปล่อยให้เบอร์นี แซนเดอร์ ได้รับชนะในการเป็นตัวแทนพรรคเพราะเขามีนโยบายที่จะตัดงบประมาณทางทหารออกและนำมาเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพและสวัสดีการสังคมแก่คนยากจน

ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นรีพับลิกันหรือเดโมแครตต่างก็รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มบุคคลหรือนิติบุคคลที่ควบคุมวงการอุตสาหกรรมทหาร ตลอดจนบรรดานายพลหลายคนในกองทัพที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

กลุ่มบุคคลหรือนิติบุคคลเหล่านี้คือผู้บงการที่แท้จริงเบื้องหลังการเมืองของสหรัฐฯ และจะนำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิ

ส่วนประเทศไทยต้องยอมรับว่าเรากำลังอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ที่รุนแรงอย่างถึงที่สุดแล้วหากผู้นำไม่อาจนำพาประเทศออกจากวิกฤติการณ์นี้ได้ในเวลาอันสั้น ก็จะเป็นที่น่าวิตกกังวลไม่น้อยกว่าสหรัฐอเมริกา