สถาพร ศรีสัจจัง

ทำไมจึงมีคำกล่าวว่า ในยุคสมัยที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ที่เชื่อในหลัก “เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ” ที่มาถึงพร้อมกับระบบเศรษกิจ (ก็คือระบบความสัมพันธ์ทางการผลิตของมนุษย์)แบบ “ทุนนิยมเสรี” นี่เอง ที่ระบบความเป็น “ทาส” ได้รับการ “โปรแกรม” ขึ้นอย่างซับซ้อนที่สุด และ มีการกดขี่ข่มเหง และขูดรีดกันระหว่างมนุษยชาติรุนแรงที่สุดกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา!!”

ระบบทาสแบบดั้งเดิมนั้นเกิดจาก “คนที่มีความแข็งแรงกว่า(ทางกายภาพและอื่นๆ) บังคับเอาคนที่อ่อนแอกว่าไว้เป็นกลุ่มคนในบังคับตน เพื่อรับใช้และสร้างผลประโยชน์ให้ตน จากการใช้อำนาจเถื่อนที่มีเหนือผู้อื่น จนพัฒนาเป็นมีกฎหมายว่าด้วยทาสเป็นเครื่องมือรองรับทางสังคม และต่อมาบรรดาประเทศที่เป็น “จักรวรรดิ” ทั้งหลายก็ใช้อำนาจที่เหนือกว่าในด้านแสนยานุภาพทางทหาร และอาวุธยึดครองพื้นที่ประเทศที่อ่อนแอกว่า และเอาพวกเขาเป็น “ทาส” ในรูปของเมืองขึ้น...”

ความเป็น “คนในปกครอง” ที่ประเทศจักรวรรดินิยมอย่าง สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส และแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา (ที่ชอบแสดงตัวเป็นผู้ปลดปล่อยและ “พิทักษ์ประชาธิปไตย”) เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อโลกถูกแบ่งเป็น 2 ค่าย มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกของฝ่ายที่เรียกว่า “โลกเสรี” กับอีกค่ายคือ “โลกสังคมนิยม” ที่มีโซเวียตรัสเซียเป็นผู้นำ การแข่งขันการสร้างผลิตภันฑ์ทางความคิดและแสนยานุภาพด้านต่างของทั้ง 2 ฝ่ายจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายสังคมนิยม รัสเซียเลิกล้มระบบ “โซเวียต” แยกเป็นประเทศอิสระเล็กๆหลายประเทศ ขณะที่ “ทุนนิยมเสรีแบบเอกชนเป็นใหญ่” กลายเป็นระบบเศรษฐกิจกระแสหลักที่ทุกสังคมต้อง “สมาทาน” รับไปใช้

แม้แต่พี่เบิ้มฝ่ายสังคมนิยมประเทศใหม่ที่เหมือนกับขึ้นมาแทนรัสเซีย คือ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ก็ต้องดำเนินการจัดระบบประเทศตัวเองในลักษณะ “1 ประเทศ 2 ระบบ” จนมั่งคั่งร่ำรวยจาก “กำไร” (และดอกเบี้ย) ในการค้าขายกับชาวโลกอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเหมือน “ก้างขวางคอ” หรือ “คู่ต่อสู้” ที่สำคัญที่สุดของสหรัฐอเมริกาไปเรียบร้อยแล้วในยุคปัจจุบันอย่างที่ใครๆก็ล้วนรู้กัน

การแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจในยุค “ทุนนิยมจักรพรรดินิยม”ปัจจุบัน กำลังรุนแรงขึ้นจนไม่อาจแน่ใจได้ว่า ประชากรโลกส่วนใหญ่จะต้องถูกผลักเข้าไปสู่ชะตากรรมแบบไหน
และ “สงครามโลกครั้งที่ 3” ที่อาจจะเกิดขึ้นในลักษณะใด ประเทศที่มีอาวุธทำลายล้างที่เรียกว่า “นิวเคลียร์”
(สหรัฐอเมริกามีมากสุด รัสเซียรองลงมา และหลายประเทศในยุโรปก็มี จีน อินเดีย ปากีสถาน และอีกบางประเทศในเอเชียก็ฟังว่ามีเช่นกัน) จะนำอาวุธเหล่านั้นออกมาใช้ “ฆ่าคน” กันอย่างไร?

หรือการเกิดขึ้นของโรคระบาดประหลาดๆอย่างหวัดสายพันธุ์ “โคโรนา” ที่กำลังพร่าผลาญชีวิตมนุษย์อยู่ในปัจจุบัน ที่องค์การอนามัยโลกตั้งชื่อให้ว่า “โควิด-19” ก็อาจเป็น “สงครามเชื้อโรค” ที่เกิดจากเจตนาของมหาอำนาจยุค “ทุนนิยม” ฝ่ายใดสักฝ่ายหนึ่ง? แต่ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด โรคดังกล่าวย่อมมีเหตุที่แน่นอนว่า เกิดขึ้นจาก “การพัฒนาแบบทุนนิยมสามานย์”นั่นแหละ!

ภาพการเรียนรู้ของมนุษย์(ในการเอาชนะธรรมชาติและการจัดการเพื่อการเอารัดเอาเปรียบ)ในระบบทุนนิยมในยุคปัจจุบัน ตอบคำถามอะไรบ้าง? และน่าจะนำไปสู่ความเป็นทาสอย่างแท้จริงในท้ายที่สุดหรือเปล่า?

การแข่งขันกันใช้ทรัพยากรที่มีในโลกอย่างจำกัดเพื่อบรรลุ “ความมั่งคั่งอย่างไม่จำกัด” ของกลุ่มทุนใหญ่กลุ่มเล็กๆ (ถ้าเทียบกับคนทั้งโลก)ของ ประเทศมหาอำนาจไม่กี่ประเทศ เช่น การใช้แผ่นดิน ทะเล ป่าไม้ อากาศ แร่ธาตุ ฯลฯ กำลังชี้แสดงให้เห็นจุดจบของมนุษยชาติโดยรวมในลักษณะใดบ้าง?

หรือระบบทุนนิยมผูกขาดในยุคสมัยปัจจุบันจะไม่สอนให้เราได้เรียนรู้ว่า มันกำลังถีบส่งมนุษย์ส่วนใหญ่เข้าสู่โปรแกรมแห่งความเป็นทาสที่สมบูรณ์แบบที่สุดของความอยาก-ของกิเลส,เพื่อสนอง “กำไรสูงสุด” ให้กับกลุ่มทุนจักรพรรดินิยมในประเทศมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประเทศ?!!

ยิ่งเป็น “กลอบบอลไลซ์” มากเท่าไหร่ ยิ่งเป็น “ดิจิทัล” มากขึ้นเท่าไหร่ คนส่วนใหญ่ก็จะยิ่งเป็น “ทาส” หนักขึ้นและแรงขึ้นเท่านั้น!

ถ้าจะตั้งคำถามง่ายๆแบบตีแสกหน้าว่า “ทุนนิยมสามานย์” (ที่ต้องเรียก “สามานย์” เพราะผูกขาดและใช้มนุษย์เป็นเหยื่อของมนุษย์ด้วยกันเอง) ที่โฆษณานักหนาเรื่องความมี “อิสรภาพ” และ “เสรีภาพ” ของมนุษย์นั้น แท้ที่จริงแล้ว การกระตุ้น “การแข่งขัน” ทั้งในระดับปัจเจก และ ระดับประเทศ คือการกระตุ้นให้คนต้องตกเป็น “ทาส” ของกิเลสหนาหนักขึ้นใช่หรือไม่ ? คือการกระตุ้นให้ “ล้างโลกธรรมชาติ” ในทุกๆด้านเพื่อผลกำไรสูงสุดของคนเพียงบางกลุ่มใช่หรือไม่?

ที่น่าประหลาดก็คือ ประเทศ “ไทยแลนด์” ที่มีประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน และเลิกระบบ “ทาส” (โดยไม่เสียเลือดเนื้อ) มาอย่างยาวนานแล้ว แต่ผู้นำประเทศในรอบ 5-6 ทศวรรษที่พ้นผ่าน กลับตะบี้ตะบันเอากับเขาด้วย สมาทานความติดแบบ “ประชาธิปไตยทุนนิยม” นำพาประเทศที่เคยสงบสุขอยู่ภายใต้ร่มพระพุทธศาสนา(และศาสนาอื่นๆ)มาอย่างยาวนานไปสู่ความเป็นทาส(ของราษฎร)อย่างน่าตกใจยิ่งขึ้นทุกทีๆ จนเศรษฐกิจของประเทศเละเทะเหลื่อมล้ำและจริยธรรมในสังคมล่มสลายไปสิ้นอย่างที่เห็นๆอยู่ในปัจจุบัน!

นำพาผู้คนไปเป็น “ทาส” โดยไม่เคยเรียนรู้เกี่ยวกับคำสั่งสอนเรื่อง “ความพอเพียง” ที่ ในหลวง ร.9 ทรงชี้ทางไว้ให้ และไม่เคยเรียนรู้คำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า “มนุษย์สามารถเป็นอิสระจาก “ความทุกข์” ได้ แม้สักนิดเดียว!!!!!