ดร.วิชัย พยัคฆโส
Payackso@gmail.com

ไทยเรายังประสบปัญหาเศรษฐกิจที่ยังปรับตัวกันอยู่ก็ตาม แต่กลับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นมาช่วยปลุกกระแสเศรษฐกิจไทยได้บ้าง แม้จะไม่มากแต่ก็ยังมีส่วนช่วยประเทศไทยให้เกิดการจ้างงานและปลุกกระแสคนรากหญ้าลุกขึ้นมาสร้างเศรษฐกิจในครัวเรือนเพิ่มขึ้น

กระแสความศักดิ์สิทธิ์และความศรัทธาที่ว่านั้น คือ กระแสของ “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” ที่ จ.นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะที่วัดเจดีย์เองมีประชาชนเชื่อมั่นในศรัทธาในสิ่งที่เขาได้บนบานเอาไว้สำเร็จ รวมถึงได้ตัวเลขถูกหวยรวยลอตเตอรี่ แล้วกลับไปแก้บนที่วัดด้วยประทัดเป็นพันเป็นหมื่นนัด รวมถึงไก่และของที่ไอ้ไข่ชอบอีกมาก ซึ่งรวมถึงคนต่างชาติเริ่มศรัทธามากขึ้น

ความนิยมดังกล่าวถึงขั้นที่สัดต้องหาสถานที่เพิ่มเติมเพื่อเอาของแก้บนเหล่านั้นไปตั้งไว้ พร้อมๆกับเพิ่มจำนวนร้านค้าประเภทอาหาร ขนม และอื่นๆ ให้ชาวบ้านได้เข้ามามีอาชีพเพิ่มขึ้น ที่ขาดไม่ได้คือแผงขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและร้านค้าที่เป็นของแก้บน รวมถึงร้านรูปของไอ้ไข่กันเนืองแน่น สร้างรายได้และเศรษฐกิจให้แก่วัดและร้านค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก

กระแสที่ร้อนแรงเช่นนี้ ได้กระจายไปทั้งประเทศ วัดหลายแห่งที่มีชื่อเสียงด้านความศักดิ์สิทธิ์ ได้สร้างรูปของไอ้ไข่ให้ประชาชนได้ไปขอตัวเลขและแก้บนกันมากทั่วทุกภาคของประเทศ ตรงนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องสร้างเศรษฐกิจให้แก่ชาวบ้านที่ออกมาค้าขาย สร้างอาชีพเล็กๆให้เกิดขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

ในขณะที่พระพยอม วัดสวนแก้ว ได้ออกมาเตือนสติศรัทธาชาวบ้าน และบรรดาพระเถระผู้ใหญ่แต่ละจังหวัดให้ลดกระแสความศรัทธาไอ้ไข่ด้วยการขอหวย ขอตัวเลข ที่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มิฉะนั้นรัฐบาลคงสร้างไอ้ไข่ไว้ทุกกระทรวง เพื่อให้เงินทองไหลมาเทมา

พระพยอมคงลืมไปว่าผลพลอยได้จากความศรัทธาพระไอ้ไข่ มีส่วนช่วยให้ประชาชนเขาลดการเดินทางไปนครศรีธรรมราช และได้สร้างอาชีพและรายได้เล็กๆน้อยๆให้เกิดแก่ประชาชนได้มาก รวมถึงอาชีพขายของที่พระไอ้ไข่ชอบโดยเฉพาะสลากกินแบ่งรัฐบาล ขายดิบขายดี จนราคาไม่สามารถปรับลดลงได้ ซึ่งรัฐบาลควรคิดว่าแต่ละจังหวัดมีอะไรที่จะดึงดูดศรัทธาประชาชนเช่นนั้นได้บ้าง แล้วสนับสนุนให้เกิด

ในขณะที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายในการจัดหาแหล่งงานให้กับประชาชนผู้ตกงานไว้ 1 ล้านตำแหน่งในปีนี้ไว้โดยเฉพาะการออกค่าใช้จ่ายต่อเดือนต่อคนในการจ้างงานแก่ผู้จบใหม่ในปี 62-63 จำนวน 260,000 ตำแหน่ง คนละครึ่งกับสถานประกอบการ โดยคงได้ข้อมูลจากผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์และ SMEs อื่นๆที่รับว่าจะไม่เลิกจ้างลูกจ้างของตนเอง

นอกจากนี้ยังมีเอกชนในสาขาอื่นๆ สำหรับผู้ที่ไม่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. ปวส. และปริญญาตรีอีกมาก รวมถึงลูกจ้างในหน่วยราชการที่จะรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับต่างๆตามวุฒิอีกบางส่วน งานนี้กระทรวงแรงงานคงกำลังจัดหาตำแหน่งงานเหล่านี้ให้โดยเร็ว

และที่น่ายินดีที่กระทรวงศึกษาธิการได้ยกระดับการศึกษาด้านอาชีวศึกษาขึ้นมาให้เป็นการศึกษายกกำลังสอง โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ EEC สร้างคนอาชีวะศึกษายุคใหม่ให้เกิดทักษะ โดยร่วมกับภาคเอกชนให้นักศึกษาได้ฝึกงานจริง ทำงานได้จริง สอดคล้องกับความต้องการของภาคประกอบการในสาขาต่างๆอีกด้วย

นับเป็นการปฏิรูประบบอาชีวะศึกษากันใหม่ทั้งระบบให้นักศึกษาได้เกิดทักษะและความรู้จากสถานประกอบการ สามารถทำงานจริงได้ทันที จึงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปอาชีวะศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพความต้องการ และยกระดับคุณภาพควบคู่ไปกับระดับอุดมศึกษาที่ได้เริ่มสร้างคนให้เข้าสู่ s-curve ในอนาคตของระบบงานและความต้องการได้ทัน