เสรี พงศ์พิศ
www.phongphit.com

ลำไย ไหทองคำ โชคดีที่ได้คนระดับนายกรัฐมนตรีช่วยโปรโมต ดังอยู่แล้วเลยดังขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่เรื่องราวของเธอก็ไม่ได้แตกต่างไปจากนักร้องอีกหลายคนเท่าใดนัก ที่แต่งตัว ร้องเต้นบนเวทีวงดนตรีลูกทุ่ง หมอลำซิ่งในงานต่างๆ ซึ่งก็นุ่งห่มพอๆ กัน พูดจาตลกโปกฮาสองง่ามสามแง่เช่นเดียวกัน

คำหลักของเรื่องทั้งหมดนี้อยู่ที่คำว่า “เพศ” ซึ่งเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ภาษาอีสานเรียกว่า “คะลำ” ภาษามานุษยวิทยาที่ยืมมาจากฟิจิและตองก้าในหมู่เกาะทะเลใต้เรียกว่า “ตาบู” (taboo)

เมื่อเป็นเรื่องต้องห้ามตามประเพณีก็ทำให้เกิดความเครียด เป็นความกดดันทางวัฒนธรรมที่ต้องหาทางออก ทางระบายออกมาทาง “ศิลปะ” พื้นบ้านที่สร้างความสุขสนุกสนานต่างๆ อย่างลิเก หมอลำ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว หนังตะลุง จิตรกรรม สถาปัตยกรรม

ในวัฒนธรรมอีสาน ผญาภาษิตผสานกับการเล่นคำประเภท “สอย” จึงมีเรื่องทางเพศมากมายที่ไม่ได้พูดตรงๆ ใช้ภาษาเปรียบเทียบและสัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งมักจะปลุกเร้าอารมณ์ได้ดีนักเพราะให้พลังจินตนาการที่รุนแรง อย่างที่รู้สีกได้ในบทอัศจรรย์ฉากร่วมรักในวรรณคดีไทย เช่นในเสภาขุนช้างขุนแผนหรือพระอภัยมณี
วัฒนธรรมไทยไม่ว่าภาคไหนสอนให้ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน รักนวลสงวนตัว ไม่เปิดเผยร่างกายที่ควรปกปิด เมื่อแต่งงานแล้วก็เปิดเผยได้มากขึ้น คุณแม่ยังสาวอาจเปิดนมให้ลูกกินในที่สาธารณะได้ คุณย่าคุณยายในหมู่บ้านก็อาจถอดเสื้อเห็นนมยานได้เมื่อนั่งอยู่ใต้ถุนบ้านยามอากาศร้อนๆ

แต่คนไทยก็ไม่ว่าอะไรที่มีการแต่งชุดบิกินีในการประกวดนางสาวไทย และก็ไม่ได้บอกให้ลบทิ้งภาพวาด “บทอัศจรรย์” ฉากการมีเพศสัมพันธ์บนผนังโบสถ์
เมื่อสื่อฝรั่งลงข่าวว่า พัทยาเป็นเมืองบาป มีหญิงบริการอยู่ครึ่งแสน เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็รับไม่ได้ ออกมาปฏิเสธว่าไม่จริง เมื่อหลายสิบปีก่อนเมื่อคุณหมอประเวศ วะสีพูดว่า ประเทศไทยมีโสเภณีมากกว่าพระ คนก็หาว่าท่านไม่รักบ้านเมือง

ประเทศไทยมีโรงน้ำชา อาบ อบ นวด ที่รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าเป็นอะไร รวมทั้งนวดแผนโบราณ แผนไทยทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด หลายแห่งก็กลายพันธุ์เป็นสถานบริการทางเพศไปด้วย

หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานหนักเพื่อแก้ภาพลักษณ์ของ “การค้ามนุษย์” ที่มาพร้อมกับการค้าประเวณีโดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 18 ที่ทำกันมานาน และฝังลึกอยู่ในประเพณีต้อนรับขับสู้ “ผู้ใหญ่” ด้วยการ “เลี้ยงดูปูเสื่อ” เพิ่งมาดังเอาไม่นานมานี้เองเมื่อมีการ “ม้วนเสื่อ” ขึ้น

การแสดงออกของลำไย ไหทองคำและน้กร้องลูกทุ่งอีกบางคนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแต่งกาย ท่าร้องท่าเต้นที่ “เย้ายวนทางเพศ” สะท้อนสังคมสองหน้าของไทยในเรื่องเพศ เป็นสังคมปากว่าตาขยิบ สังคมเสแสร้ง ที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า hypocrite

จริงๆ แล้ว สิ่งที่นักร้องเหล่านี้แสดงออกเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียว น้อยกว่าที่เด็กเยาวชน คนหนุ่มคนสาวรวมทั้งผู้ใหญ่จะหาดูได้ในเน็ต ซึ่งมีเวปเรื่องเพศอยู่เป็นแสนเป็นล้าน มีทั้งแบบโรแมนติกไปจนถึงแบบดุเดือดเลือดพล่าน ร้อนแรงด้วยเพลงรักร้อยท่าที่ไม่ปิดบังอะไรเลย ดูฟรีอีกต่างหาก

โลกวันนี้ได้ตี “ตาบู” แตกไปนานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ลงตัวว่า อะไรแสดงออกได้และยังไม่ได้ในที่สาธารณะ ยังมีคนที่ยึดประเพณีวัฒนธรรมอย่างเคร่งครัด และตั้งตนเป็นมาตรวัดศีลธรรมให้สังคม

เรื่องสังคมสองหน้าหรือความเป็น hypocrite ไม่ได้มีแต่เฉพาะเรื่องเพศ เรื่องทาง “ศีลธรรม” อื่นๆ ก็มีมาพร้อมกัน อย่างเรื่องความรุนแรงในสังคมไทยที่อ้างว่าเป็นสังคมรักสันติ เป็นเมืองพุทธ แต่ก็มีความรุนแรง มีการฆ่ากันตายในทุกรูปแบบสูงมาก รวมทั้งการทำแท้งปีละกว่า 300,000 คน

ไทยเป็นประเทศที่คนตายด้วยอุบัติเหตุบนถนนสูงสุดในเอเชียและอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งสะท้อนอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะวินัยจราจร ซึ่งมาจากการขาดวินัยชีวิต ไม่เคารพสิทธิผู้อื่น

ไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของอาเซียนและเอเชียที่มีคอร์รัปชั่นมากที่สุด ความโปร่งใสได้อันดับที่ 101 จาก 176 ประเทศ ได้คะแนนเพียง 35 ใน 100 ขณะที่สิงคโปร์มีคะแนน 84 อยู่อันดับที่ 7 อย่างเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจ สังคมทั่วไปรู้กันหมด ยกเว้นผู้บริหารบ้านเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง

ประเทศไทยมีบ่อนการพนันไม่เป็นทางการมากมาย เล่นกันทุกรูปแบบทั้งที่ลับที่แจ้ง รมทั้งไปเล่นต่างประเทศทั้งใกล้และไกล ขนเงินออกไปไม่ทราบเท่าไร ไม่ยอมให้เปิดบ่อนการพนัน ด้วยเหตุผลทาง “ศีลธรรม” เช่นเดียวกับการไม่ยอมให้มีการค้าประเพณีแบบ “ถูกกฎหมาย”

บ้านเมืองนี้มีลักษณะสังคมสองหน้า มือถือสากปากถือศีล ข้าราชการทำงานส่งเสริมศาสนายังโกงเงินวัดเงินแผ่นดิน ประณามลำไย ไหทองคำ ว่ากันที่ปลายเหตุ ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะไม่ใส่ใจต้นเหตุ ที่ลึกกว่า ซับซ้อนกว่า สังคมไทยจะพัฒนาได้ดีกว่านี้ถ้าหาก “ถอดหน้ากากผู้ดี” ที่สวมอยู่นี้ออก