เพจเฟซบุ๊ก PEACETALK เผยแพร่ข้อความ เมื่อ 13 ส.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ PEACETALK โดยระบุถึงความสังหรณ์ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า สถานการณ์ไม่พึงปรารถนาจะเกิดขึ้น พร้อมย้ำถ้านักศึกษายังไม่ถอยจากประเด็นที่นอกเหนือไปจาก 3 ข้อเรียกร้องแล้วจะกลายเป็นปัญหาลุกลามมากที่สุด

นายจตุพร กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ สิ่งที่พยายามอธิบายทางการเมือง คือ ข้อเรียกร้องต้องให้ประชาชนเข้าร่วมได้อย่างสะดวกใจ และถ้ายึดข้อเรียกร้อง 3 ข้อคนจะเข้าร่วมนับแสน

สถานการณ์ถัดจากนี้ เมื่อภูมิต้านทานหายไป จึงเร่งเกิดเหตุการณ์ในขั้นนับวันเท่านั้น ไม่ได้นับเดือน หรือปี ดังนั้น แต่ละขบวนการทางการเมืองจะนำไปสู่หายนะทั้งสิ้น และถ้าสุดโต่งของทั้งสองฝ่ายมาเจอกันก็ต้องบรรลัยแบบ 6 ตุลา 2519

สิ่งสำคัญเมื่อการต่อสู้ต้องการ 3 ข้อเป็นภารกิจหลัก โดยสังคมตอบรับแล้ว ปัญหาคือไปทะลุเพดานจาก 3 ข้อเรียกร้องทำไม เพราะในสังคมต่างก็รู้อยู่ว่าต้องขีดเส้นใต้ให้อยู่ระหว่างสามัญชนเท่านั้น ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ด้วยเหตุนี้ ตนเชื่อว่าปลายทางหนีไปไม่พ้น

สาระสำคัญของการต่อสู้อยู่ที่ความชอบธรรม ใครถือความชอบธรรมมากกว่า คนนั้นจะได้รับความถูกต้องในสนามการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่ทางการทหาร ดังนั้น การยึด 3 ข้อต่อสู้เป็นความชอบธรรมทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ เป็นภูมิต้านทาน เพราะการชุมนุมอยู่ที่ประเด็น ไม่ได้อยู่ที่หน้าตาคนชุมนุม แต่ถ้าประเด็นสูญเสียความชอบธรรมไป ระยะทางจะสั้นลง

“ผมรู้สึกสังหรณ์อย่างไงไม่รู้ ไม่อยากพูดกลัวทายถูกว่า สถานการณ์จะเกิดขึ้นในไม่กี่วัน ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือในเวทีที่จะเกิดขึ้นอีกนั้น ถ้ายังไม่ถอยไปจากประเด็นที่นอกเหนือไปจาก 3 ประเด็นนี้ จะกลายเป็นปัญหาลุกลามมากที่สุด”

นายจตุพร ย้ำว่า ความห่วงใยที่ตนพยายามอธิบายนั้น ไม่ต้องการให้เกิดสิ่งไม่คาดคิดขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ประกาศไว้ชัดและในทางการเมืองถ้าดูเพียงปรากฎการณ์เฉพาะหน้า เราไม่มีวันจะเข้าใจในสถานการณ์ที่เป็นจริงได้

“หลายคนอาจบอกว่าผมหาความเดือดร้อน ผมมองว่าไม่ใช่ความเดือดร้อน แต่ต้องการจะบอกว่าสู้อย่างไร จึงจะรักษาความแข็งแรงของขบวนการนักศึกษาเป็นชัยชนะที่ประกาศชัดมากที่สุด”

อีกทั้ง กล่าวว่า เหตุการณ์เรื่องราวเหล่านี้ ถ้าไม่คิดอ่านกัน จะนำพาไปสู่สถานการณ์ต่างๆมากมาย และระยะเวลาอีกไม่กี่วันต่อไปนี้นั้น แต่ละฝ่ายต้องติดตามสถานการณ์กัน ที่ตนพูดไม่ได้ให้กลัว แต่ต้องการให้คิด ว่าสถานการณ์ที่เป็นจริงนั้นคืออะไร และคนที่เสนอสุดทางต้องมาอยู่ร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สถานการณ์ทางการเมืองต่อไปนี้ ไม่ได้แตกต่างจากปรากฎการณ์สึนามิ ดังนั้น การพูดเพื่อเตือนสติกัน ถ้าเป็นนักประชาธิปไตยจริงต้องทนรับฟังได้

“ในอีกไม่กี่วันนี้ นักศึกษาจัดชุมนุมที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ฝ่ายปกป้องสถาบันจัดที่อนุเสารีย์ชัยสมรภูมิ ถ้านึกย้อนไปปี 2549 แค่ประกาศชุมนุมก็มีเหตุผลที่จะประกาศปฏิบัติการแล้ว ว่าเพื่อไม่ให้คนไทยฆ่ากัน ดังนั้น สถานการณ์กำลังเดินไปในทิศทางที่ตนบอกว่า ปลายทางไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่หลังจากนั้นจะเกิดสถานการณ์อะไรอีก”

ในการประเมินทางการเมืองอย่าคิดข้างเดียว ควรคิดว่าถ้าเราเป็นเขาจะคิดอะไร และวันนี้การกำหนดก้าวย่างของนักศึกษา ประชาชน และฝ่ายรัฐต้องตระหนักว่า เขาเป็นคนไทย คนรุ่นลูกรุ่นหลาน ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ทำการอะไร เขาก็เป็นคนไทยอย่างเรา อยู่แผ่นดินเดียวกัน ดังนั้นต้องลดเงื่อนไขที่จะเป็นเงื่อนไขโดยไม่จำเป็น ถ้านักศึกษายืน 3 ข้อชัดเจน รัฐไม่มีสิทธิมาดำเนินการอะไรได้เลย เพราะได้ถือความชอบธรรมไว้

ในสถานการ์ที่เปราะบางนี้ รัฐต้องใช้หลักเมตตาธรรม และต้องมีความเข้าใจ โดยตลอดเวลา 15 ปีการชุมนุมแต่ละฝ่ายได้เปลี่ยนแปลงกันมาตลอด แต่ฝ่ายความมั่นคงไม่เคยเปลี่ยน ดังนั้น การรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆเห็นมาสารพัด และเมื่ออ่านทางการเมืองตามที่ปรากฎนั้น สถานการณ์จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย

นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อความต้องการที่มีอยู่เดิมถูกต้องและทุกฝ่ายให้การยอมรับแล้ว แต่เดินไปในสิ่ง ที่เป็นปัญหาแล้วสร้างความอึดอัดให้ตัวเอง จนสถานการณ์เลยเถิด ซึ่งตนหวังว่า ขบวนการคนหนุ่มสาวจะได้กลับไปคิด หรือไม่คิดก็ตาม แต่หวังว่าจะเข้าใจว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรชนะ อะไรแพ้ อะไรนำไปสู่จุดหายนะ อะไรนำไปสู่ความสำเร็จ ตนไม่ได้ตำหนิอะไร เพียงแต่บอกว่าเสียดายการต่อสู้

“บรรดากองเชียร์หัวหงอก หัวดำทั้งหลาย ช่วยกันคิดด้วย ว่าเกิดสถานการณ์ปลายทางที่พูดมานั้น คุณจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ มันไม่ได้เกิดกับคุณ มาลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ แต่เกิดความเยาวชนคนหนุ่มสาวที่เป็นพลังและงดงามที่สุด คุณไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ หรือว่าคุณไม่เข้าใจสถานการณ์อะไรเลย ถามจริงคุณไม่รู้ผลลัพธ์หรือ คุณต้องการอะไร ผมไม่เชื่อว่าคุณโง่ขนาดนั้น”