นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผย ว่า ธปท.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2563 ติดลบ 8.1% จากปัจจัยการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ที่ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักเป็นหลัก สอดคล้องกับคาดการณ์ของธนาคารโลก (World Bank) ที่คาดว่าปี 2563 เศรษฐกิจทั่วโลกจะติดลบ 6.2% ต่ำสุดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2563 นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบเช่นกันที่ 6.2% เนื่องจากมีการพึ่งพาต่างประเทศสูง โดยเฉพาะการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในประเทศอีกครั้ง โดยต้องยอมรับว่าปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกเข้าสู่การระบาดระลอก 2 แล้ว แต่ยังเป็นการระบาดขนาดเล็กเท่านั้น ซึ่งแต่ละประเทศเช่น จีน ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศไทยยังสามารถรับมือได้

“เราคาดว่าไตรมาส 2 เศรษฐกิจจะลดลงต่ำที่สุด แล้วจะค่อยๆฟื้นตัวในกรณีที่ไม่มีการระบาดระลอก 2 ซึ่งก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ โดยในปีถัดไป ธปท.คาดว่าจีดีพีจะเติบโต 5% แต่ถ้าโตจากปีนี้ที่เราคาดการณ์ว่าติดลบ 8.1% ถือว่ายังเติบโตได้ไม่เต็ม 100% คงต้องรออีกสัก 2 ปีถึงจะฟื้นตัวได้เต็มร้อย”

ส่วนความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) หากดูจากสถิติตั้งแต่ปี 2540 ที่ NPL อยู่ที่ระดับประมาณ 45% นั้น ที่ระดับประมาณ 3% ในปัจจุบันถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำ อีกทั้งในภาวะที่เกิดช็อกทั่วโลกเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ว่า NPL จะปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ธปท.มั่นใจว่าธนาคารพาณิชย์ของไทยจะยังรับมือได้

“ธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างเข้มแข็ง แม้ NPL จะปรับขึ้น แต่สถานะของธนาคารพาณิชย์ตอนนี้สามารถรองรับ NPL ได้ค่อนข้างมาก โดยมีเงินกองทุนสูงถึง 118-119% สูงกว่าระดับที่ทางการกำหนดไว้ที่ 112%”

ทั้งนี้ ธปท.ได้ออกมาตรการสินเชื่อใหม่ (Soft Loan) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยหวังว่าสภาพคล่องส่วนเกินในระบบจะไหลไปสู่กลุ่มคนที่ไม่มีเงินได้ อาทิ ผู้ประกอบการ SME เป็นต้น ซึ่งในแง่ของการกระจายตัวทำได้ค่อนข้างดี โดยจากการสำรวจพบว่า 70% ไหลเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการในต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการปล่อย Soft Loan ยังไม่ประสบความสำเร็จนักในแง่ปริมาณการปล่อยมากนัก โดยมียอดปล่อยกู้เพียง 1 แสนล้านบาท จากวงเงิน 5 แสนล้านบาท เนื่องจากธนาคารพาณิชย์กังวลเงื่อนไขการปล่อยเงินกู้ให้ผู้ประกอบการในระยะเวลา 2 ปี จะไม่เพียงพอที่กิจการจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ ซึ่ง ธปท.อยู่ระหว่างหารือสมาคมธนาคารไทยและภาครัฐเพื่อดึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เข้ามารับประกันความเสี่ยงเมื่อพ้นระยะเวลา 2 ปีต่อไป

นายดอน กล่าวอีกว่า ในระยะถัดไปหากมีความเสี่ยงการแพร่ระบาดเกิดขึ้นอาทิ เกิดการแพร่ระบาดระรอก 2 ครั้งใหญ่ ซึ่งอาจกดดันให้เศรษฐกิจโลกเผชิญกับจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 3 หรือ 4 ในปี 2563 นี้ แนะนำผู้ประกอบการให้เตรียมพร้อมรับมือ ทั้งในแง่เงินสดสำรอง และแผนระยะยาวหลังเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว โดย ธปท.ได้เตรียมพร้อมรับมือหากเศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวขึ้น โดยพร้อมที่จะปรับลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2565

ทั้งนี้ในส่วนของภาครัฐ เชื่อว่าหากมีการระบาดรอบ 2 เงินกู้วงเงิน 1 ล้านล้านบาทอาจไม่เพียงพอ และอาจต้องกู้หนี้เพิ่มเกินระดับเพดานหนี้สาธารณะที่ 60% ต่อจีดีพี โดยชี้ว่ามาตรการกระตุ้นต่างๆที่ออกมา อาทิ การแจกเงิน หรือการกระตุ้นท่องเที่ยวช่วยประคองสถานการณ์ในปีนี้เท่านั้น แต่ไม่สามารถช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากการติดลบได้

“เครื่องมือการเงินการคลังยังมีช่องว่าง ก่อหนี้ได้มากกว่านี้ แม้จะเกิน 60% อย่างไรก็ตามเชื่อว่าไทยยังมีโอกาสน้อยที่จะระบาดรอบ 2 โดยเชื่อมั่นกรมควบคุมโรคที่สามารถควบคุมได้อยู่”

ขณะเดียวกันต้องเตรียมตัวต่อสู้หลังวิกฤติ เพราะมีคนตกงานจำนวนมาก โดยต้องใช้งบฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท และแนะว่าควรนำมาช่วยในการคิดค้นวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือนำคนตกงานมาจ้างงานทดลองวัคซีนเพื่อช่วยเหลือคนตกงาน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่รัฐทำเดินมาถูกทางแล้ว เพื่อพยุงไม่ให้คนจมน้ำ และหลังจากนี้เชื่อว่าไทยยังมีจุดแข็งอีกเยอะ โดยเฉพาะเรื่องการแพทย์ ยา เกษตร และเรื่องดิจิทัล

โดยที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาต่างประเทศค่อนข้างมาก ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกทรุด จึงถูกกระทบมากโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว คาดนักท่องเที่ยวจะหายไป 8 ล้านคน หรือหายไป 80% ของนักท่องเที่ยวในแต่ละปี คิดมูลค่าเป็น 9% ของจีดีพี และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว